(ภาพขยาย) พระมหาวิเชียรมณี บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาวิเชียรมณี เป็นเพชรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นประดับบนยอดสูงสุดของพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่สร้างมาตั้งแต่เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร แต่ละชั้นประดับด้วยดอกไม้เพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง ๕๑ ซ.ม.

ในปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎ นับเป็นกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: Crown jewels) หนึ่งในห้าอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The royal regalia of Thailand) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: The five traditional Royal regalia of Thailand) เมื่อแปลความหมายตามรูปศัพท์แล้วหมายความว่าเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ๕ อย่าง มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี เป็นของที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

กล่าวกันว่า แต่เดิมนั้น องค์พระมหาพิชัยมงกุฎเมื่อสร้างครั้งแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ยอดของพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นยอดแหลม ยังไม่มียอดเพชรและยังไม่มีพระกรรเจียกจอนประกอบ และเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอดทั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎ ให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงมีพระบรมฉายาลักษณ์ (ภาพถ่าย)

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงศึกษาภาษาลาตินและภาษาอังกฤษ ทรงมีพระปรีชาสามารถแตกฉานในภาษาดังกล่าวอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยที่จะติดตามข่าวสารบ้านเมืองของต่างประเทศอยู่โดยตลอดเวลา ทั้งข่าวสารจากทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบข่าวว่า จักรวรรดิอังกฤษได้เพชรน้ำหนึ่งชื่อว่าโคห์อินัวร์ (อังกฤษ: Koh-i-Noor, เปอร์เซีย: کوہ نور‎ แปลความหมายตามภาษาเปอร์เซียนว่า​ภูเขาแห่งแสง ) มาประดับพระมหามงกุฎของกษัตริย์อังกฤษ รัชกาลที่ ๔ จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้เสนาบดี นามว่าพระราชสมบัติ (นามจริง:การเวก รัตนกุล ผู้แต่งนิราศเกาะแก้วกาลกัตตา ) ออกไปหาซื้อเพชรเม็ดใหญ่ ๆ น้ำงาม ๆ ที่ประเทศอินเดียมาถวายให้จงได้

ในครั้งนั้น เสนาบดีพระราชสมบัติ ได้เดินทางไปสืบหาเพชรเม็ดใหญ่น้ำดี ในอินเดียหลายต่อหลายเมือง และแล้วในที่สุดได้เดินทางไปที่เมืองโกลกาตา (อังกฤษ: Kolkata เบงกาลี: কলকাতা) บ้างก็นิยมเรียกตามชื่อเดิมว่ากัลกัตตา (อังกฤษ: Calcutta) ณ ที่นั้นได้ค้นพบเพชรน้ำงาม เม็ดใหญ่ มีคุณลักษณะวิเศษ แต่ก็เป็นเพชรที่มีน้ำหนักเพียง ๔๐ กะรัต ขนาดประมาณเม็ดอัลมอนด์เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดและดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในขณะนั้นแล้ว

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างเจียระไนตัดเหลี่ยมก้นแหลมตามแบบนิยม แล้วนำขึ้นประดับบนยอดแหลมบนสุดเหนือพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนี้ว่าพระมหาวิเชียรมณี

พระมหาวิเชียรมณี

สำหรับเรื่องราวของเพชรที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระราชหฤทัยมากนั้นคือโคห์อินัวร์ เป็นเพชรที่มีขนาด ๑๐๕.๖ กะรัต มีน้ำหนัก ๒๑.๖ กรัม ในสภาพที่เจียระไนครั้งล่าสุด (ก่อนหน้านี้มีขนาด ๑๘๖.๖ กะรัต หนัก ๓๗.๒๑ กรัม) และยังเคยเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตามหลักฐานนั้นค้นพบในรัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดีย พร้อมกันกับเพชรคู่แฝดที่มีชื่อว่าดารยา-เย-นัวร์ (อังกฤษ: Daria-i-Noor หมายความว่า​ทะเลแห่งแสง ) เพชรเม็ดนี้มีประวัติอันน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพชรแห่งการเดินทางอย่างแท้จริง เพราะถูกครอบครองจากหลายประเทศ เพชรโคห์อินัวร์เคยตกเป็นเพชรของหลายราชวงศ์ในอดีต เช่น ราชปุตแห่งอินเดีย ราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์อัฟชาริด ราชวงศ์ดูร์รานี ราชวงศ์ซิกข์ และล่าสุดนั้นตกเป็นของจักรวรรดิอังกฤษ

การที่เพชรโคห์อินัวร์จะตกเป็นของอังกฤษนั้น เป็นวิธีการง่ายดายมาก จากผู้ครอบครองคนสุดท้ายที่เป็นราชวงศ์ซิกข์ คือ ดูลิป สิงห์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๓ โดยบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นจึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร (ทรงพระชนม์ระหว่าง: ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๑๙ - ๒๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๑) ซึ่งพระองค์ก็ทรงโปรดปรานเพชรเม็ดนี้มากเหลือเกิน แต่เนื่องจากเป็นเพชรที่ตัดเหลี่ยมหรือเจียระไนแบบโบราณที่เรียกว่าการเจียระไนแบบเก็บน้ำหนัก ทำให้เพชรมีความวาววับหรือเปล่งประกายไม่ได้เต็มที่นัก

แบบจำลองหลังเจียระไนครั้งใหม่ของเพชรโคห์อินัวร์ เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๕๒

ดังนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามี (อังกฤษ: Albert, Prince Consort ระหว่าง: ๒๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๑๙ - ๑๔ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๖๑) และผู้เชี่ยวชาญทางอัญมณีคือนายเจมส์ เทนแนนท์ (อังกฤษ: James Tennant ระหว่าง: ๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๐๘ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๘๑) นำเพชรเม็ดนี้ไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำการเจียระไนเพชรโคห์อินัวร์เม็ดนี้ให้มีเหลี่ยมที่เป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มการสะท้อนแสง ทำให้สามารถส่งประกายวิบ ๆ วับ ๆ ได้อย่างเต็มที่

ในการนี้ จำเป็นต้องขัดฝนให้เพชรมีรูปทรงมาตรฐาน จึงทำให้ขนาดของเพชรลดลงมาก จากเดิม ๑๘๖.๖ กะรัต เหลือเพียง ๑๐๕.๖ กะรัต และค่าการเจียระไนในเวลานั้นถึงประมาณ ๘,๐๐๐ ปอนด์ ซึ่งนับว่าแพงมหาศาลมาก การนำเพชรโคห์อินัวร์ไปเจียระไนในครั้งนี้สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงลำบากพระทัยมาก เพราะทรงทราบดีว่าขนาดของเพชรจะต้องถูกลดลง จากการที่เคยเป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องกลายเป็นเพชรที่มีความหมายแค่มีขนาดใหญ่ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีความงดงามเป็นเพชรน้ำหนึ่งจึงทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยลงไปอย่างกล้ำกลืนเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงสอบถามและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเจียระไนเพชรและนายช่างอย่างละเอียดแล้ว จึงทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะดำเนินการต่อไป แต่เมื่อสำเร็จเสร็จการเจียระไนแล้ว ปรากฏว่าไม่ทรงพอพระทัยผลงานที่ได้รับ แต่ก็ไม่อาจแก้ไขใดใดได้อีกต่อไปแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นประดับเหนือมงกุฎองค์ที่พระองค์โปรดทรงอยู่เสมอ ๆ และทรงให้เก็บรักษาไว้ที่พระราชวังวินด์เซอร์ (อังกฤษ: Windsor Castle) อันเป็นพระราชวังที่ประทับ

เพชรโคห์อินัวร์ ประดับบนมงกุฎพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Crown of Queen Mary) สร้างขึ้นสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๑

ต่อมา เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๐ เพชรเม็ดนี้ได้ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร ด้วย ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตแล้วสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๗ (อังกฤษ: Albert Edward พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร ครองราชย์ระหว่าง: ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา

หลังจากนั้น เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก (อังกฤษ: Alexandra Caroline Marie Charlotte Louise Julia ภายหลังคือสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพระชนม์ระหว่าง: ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ - ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเพชรโคห์อินัวร์มาประดับเหนือมงกุฎองค์ใหม่ของพระองค์เอง ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อทรงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๗ พระราชสวามี

ดังนั้น สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา จึงทรงเป็นพระราชินีพระองค์แรกที่ทรงมงกุฎประดับเพชร และได้เป็นพระราชนิยมปฏิบัติสืบต่อมาในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Queen Mary) หรือแมรีแห่งเท็ค (อังกฤษ: Mary of Teck, เยอรมัน: Maria von Teck) พระมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) และต่อมาจนถึงสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี (อังกฤษ: Queen Elizabeth, The Queen Mother) พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ ๖ (อังกฤษ: George VI of the United Kingdom)

พระกรรเจียกจอน ของพระมหาพิชัยมงกุฎ

ในช่วงระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งสยามประเทศ ทรงได้พระมหาวิเชียรมณี มาประดับยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ ของพระองค์นั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศอังกฤษเองก็กำลังตื่นเต้นกับเพชรโคห์อินัวร์ ดังนั้นเมื่อเซอร์จอห์น เบาว์ริง (อังกฤษ: Sir John Bowring ระหว่าง ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮ่องกง ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๓๙๑ - ๒๔๒๐ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชทูตอังกฤษเดินทางเข้ามาในพระราชอาณาจักรสยามประเทศ เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในพุทธศักราช ๒๓๙๘ เพื่อเจริญพระราชไมตรีและเจรจาทำสนธิสัญญากับราชสำนักไทย

รัชกาลที่ ๔ ทรงเล็งเห็นถึงความสามารถของบุคคลผู้นี้ว่า จะสามารถเป็นผู้นำเรื่องราวความเจริญและพัฒนาการของสยามประเทศไปเผยแพร่ต่อได้ อันจะทำให้ต่างชาติเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติบ้านเมืองของเรา และมีความเกรงใจในอันที่จะก่อการเข้ายึดครองสยามประเทศได้ ทั้งนี้เพราะเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษอย่างมาก ท่านเป็นทั้งพ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการศาสนา นักแต่งเพลงสวด กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ สามารถเจรจาโต้ตอบ อ่าน เขียนภาษาหลัก ๆ ของยุโรปได้ถึง ๑๐ ภาษา รวมทั้งภาษาจีนด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เข้าเฝ้าชมเพชรพระมหาวิเชียรมณี ณ ของพระมหาพิชัยมงกุฎ ทั้งนี้ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะประกาศพระเกียรติยศให้ทางฝั่งอังกฤษทราบว่า ทางสยามประเทศเองก็สามารถที่จะมีเพชรเม็ดใหญ่ น้ำงามมาประดับพระมหามงกุฎเช่นเดียวกันกับอังกฤษ

พระองค์ทรงนำพระธำมรงค์ (แหวน) เพชร อีก ๒ องค์ มาพระราชทานให้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ได้ชมด้วย คือพระธำมรงค์รัตนวราวุธ เป็นเพชรขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ ๖๐ กะรัต (มีขนาดย่อมกว่าเพชรที่ประดับบนยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ที่มีขนาด ๗๖ กะรัต เพียงเล็กน้อยเท่านั้น) และพระธำมรงค์วิเชียรจินดา เป็นเพชรเม็ดเขื่อง น้ำใสแวววาวขนาดประมาณ ๓๐ กะรัต

พระธำมรงค์วิเชียรจินดา

พระธำมรงค์รัตนวราวุธ

หลังจากนั้น เป็นอันว่าที่รัชกาลที่ ๔ ทรงคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเลย เพราะเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ผู้นี้ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมพระบรมราชพระกฤษดาภินิหารแห่งพระองค์เองและพระราชวงศ์จักรีให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศและในที่สุด ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ และต้นรัชกาลที่ ๕ ท่านผู้นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนและทวีปยุโรป และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ อีกด้วย

  • ที่มา :
    • พระมหาพิชัยมงกุฎ วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)
    • Great Crown of Victory วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาอังกฤษ)
    • เล่าเรื่อง(ของ)เมืองไทย ตอนที่ ๗ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (๒) เรียบเรียง โดย อ.เผ่าทอง ทองเจือ
    • เพชรโคอินัวร์ วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)
    • Koh-i-Noor วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาอังกฤษ)

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นหนึ่งในห้าอย่างของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

พระมหาพิชัยมงกุฎ นับเป็นกกุธภัณฑ์ (คือเครื่องยศ หรือเครื่องราชอิสริยยศ หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบยศ และบำเหน็จความชอบ) หนึ่งในห้าอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The royal regalia of Thailand) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: The five traditional Royal regalia of Thailand) เมื่อแปลความหมายตามรูปศัพท์แล้วหมายความว่าเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ๕ อย่าง อันเป็นเครื่องทรงในพระมหากษัตริย์แห่งพระราชอาณาจักรไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นของที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีที่สำคัญอื่น ๆ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องประดับพระเศียรองค์แรก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง ๕๑ ซ.ม. ถ้ารวมพระกรรเจียกจอนสูง ๖๖ ซ.ม. มีน้ำหนักถึง ๗.๓ กิโลกรัม ที่ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่ ทั้งนี้พระมหาพิชัยมงกุฎ ในรัชกาลที่ ๑ ยังไม่มีพระกรรเจียกจอน ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระกรรเจียกจอน และประดับเพชรแทนยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หามาจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย มาประดับที่ยอดพระมหามงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนั้นว่าพระมหาวิเชียรมณี

สำหรับในส่วนสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์นั้น ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหามงกุฎ หรือพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หมายถึง พระมหามงกุฎถอดพระจอน ในนัยยะของพระเกี้ยว พิจิตรเรขาประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนจิตรลดา เป็นต้น

ดูบทความหลักที่: เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย


เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร

มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ลูกโลกประดับกางเขน คทาและแหวน เป็นบางอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร

เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: Crown Jewels of the United Kingdom) หมายถึง กกุธภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและพิธีที่เป็นทางการใหญ่ ๆ เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร หมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ มงกุฎ คทาที่มีกางเขนหรือนกพิราบ ลูกโลกประดับกางเขน (Orb หรือ globus cruciger) ดาบ แหวน เดือย ฉลองพระองค์โคโลเบียมซินโดนิสทูนิค (Colobium sindonis) ฉลองพระองค์ดาลเมติคทูนิค (dalmatic) กำไลอาร์มิลล์ (armill) และเสื้อคลุม รวมถึงกกุธภัณฑ์อื่น ๆ ที่ใช้ในพิธี

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ชุดที่เก่าที่สุดที่มีมาตั้งแต่สมัยแองโกล-แซกซัน (อังกฤษ: History of Anglo-Saxon England ช่วงระหว่าง ค.ศ. ๔๑๐ - ค.ศ. ๑๐๖๖) สูญหายไปในหนองไม่ไกลจากเดอะวอช (The Wash) ในอีสต์แองเกลีย (อังกฤษ: Rædwald of East Anglia) ในปี ค.ศ. ๑๒๑๖ ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ (อังกฤษ: John, King of England ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. ๑๑๙๙ - ค.ศ. ๑๒๑๖) แต่ไม่ทั้งหมดและเหลือแต่เพียงมงกุฎที่กล่าวกันว่าเป็นของพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช แห่งราชอาณาจักรเวสเซ็กซ์ (อังกฤษ: Alfred the Great of Wessex ครองราชย์ระหว่าง ๒๓ เมษายน ค.ศ. ๘๗๑ - ๒๖ ตุลาคม ค.ศ. ๘๙๙) และของพระราชินีอิดิธ แห่งราชอาณาจักรเวสเซ็กซ์ ที่มีอยู่ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. ๑๖๔๙

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ชุดใหม่ที่แทนสิ่งที่หายไปทำขึ้นไม่นานนักหลังจากนั้น รวมทั้งจุลมงกุฎ (อังกฤษ: Coronet) ของลูเอลเล็น (Llywelyn) เจ้าชายแห่งเวลส์ (ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์) ในปี ค.ศ. ๑๒๘๔ กกุธภัณฑ์ชุดใหม่ถูกโจรกรรมจากเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (อังกฤษ: Westminster Abbey) ในปี ค.ศ. ๑๓๐๓ แต่ก็ได้คืนมาเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นเมื่อพบว่าถูกนำมาตั้งแสดงอยู่หน้าร้านขายเครื่องเพชรพลอย ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๓๐๓ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จึงถูกนำไปเก็บไว้ในหอคอยแห่งลอนดอน (อังกฤษ: Tower of London)


สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร พระบรมฉายาลักษณ์เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๒

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (อังกฤษ: Queen Victoria) พระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร (พระองค์ทรงครองราชย์ระหว่าง ๒๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๓๗ - ๒๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๑) พระองค์ทรงมีสายพระโลหิตสืบทอดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรป เช่นจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ แห่งเยอรมนี หรือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ แห่งสหราชอาณาจักร เป็นต้น จนได้รับพระราชสมัญญานามว่าสมเด็จย่าแห่งยุโรป (อังกฤษ: Grandmother of Europe)

เจ้าหญิงวิกตอเรีย ทรงเป็นพระราชบุตรีพระองค์เดียวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และสแตรเธิร์น (อังกฤษ: Prince Edward, Duke of Kent and Strathearn) ซึ่งเป็นบุตรองค์ที่ ๔ ในพระเจ้าจอร์จที่ ๓ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George III of the United Kingdom) เจ้าหญิงวิกตอเรียทรงประสูติที่พระราชวังเค็นซิงตัน (อังกฤษ: Kensington Palace) เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม คศ. ๑๘๑๙ และ เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๐๑ ด้วยอาการหลอดพระโลหิตแตกในสมอง หลังจากที่ได้ทรงครองราชย์เป็นเวลานาน ๖๔ ปี ถือเป็นราชินีผู้ที่เคยครองราชย์นานที่สุดก่อนที่สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ ๒ (อังกฤษ: Elizabeth II ทรงครองราชย์ตั้งแต่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ - ปัจจุบัน) โค่นสถิติดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าอังกฤษเป็นประเทศซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แต่น่าทึ่งประเทศหนึ่ง เพราะเป็นจักรวรรดิสมัยใหม่ที่มีดินแดนมากที่สุดในโลก จนถูกขนานนามว่าดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน (อังกฤษ: the sun never set in the British Empire) คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผู้ที่อยู่เบี้องหลังความสำเร็จดังกล่าวนี้คือสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์นำพาประเทศอังกฤษสู่ความยิ่งใหญ่เทียบเท่าได้กับอเล็กซานเดอร์มหาราช (อังกฤษ: Alexander the Great) เพราะสามารถยืดเมืองขึ้นได้ไปถึงอินเดียและแอฟริกา หลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นอนุสรณ์สถานแก่การได้รับชัยชนะครั้งนี้คือเพชรโคอินัวร์ ที่ประดับอยู่บนมงกุฎของราชินีอังกฤษนั่นเอง


อเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก

สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ทรงเครื่องประดับที่มีเพชรโคห์อินัวร์ อยู่บนมงกุฏ

เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก (อังกฤษ: Princess Alexandra of Denmark) ซึ่งภายหลังคือสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา แห่งสหราชอาณาจักร (พระนามาภิไธย: อเล็กซานดรา แคโรไลนา มารี ชาร์ล็อต หลุยส์ จูเลีย ทรงพระชนม์ระหว่าง ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ - ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: Edward VII) และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดียในช่วงระหว่างรัชกาลของพระสวามี

ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Princess of Wales) ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๐๖ - พ.ศ. ๒๔๔๔ (ยาวนานกว่าผู้ใดที่เคยดำรงพระอิสริยยศนี้) หลังการเสด็จสวรรคตของพระสวามีในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ตราบจนถึงการเสด็จสวรรคตของพระองค์เอง ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี ที่ทรงเป็นทั้งพระราชินีและพระราชชนนีของกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ คือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) แต่ไม่โปรดใช้พระอิสริยยศเช่นนี้ จึงได้มีพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (อังกฤษ: Her Majesty Queen Alexandra) ตลอดการเป็นหม้ายของพระองค์

นับตั้งแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ พระสวามี และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีต่อจากนั้นจนกระทั่งสวรรคต พระองค์ทรงเป็นที่รักของประชาชนชาวอังกฤษอย่างมาก พระองค์ทรงประกอบการกุศลมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Alexandra Rose Day ในช่วงของสงครามบัวร์ พระองค์ได้ทรงก่อตั้งกองร้อยพยาบาลแห่งสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (อังกฤษ: Queen Alexandra's Nursing Corps) หรือที่รู้จักกันในนาม "Q.A.s"


แมรีแห่งเท็ค

สมเด็จพระราชินีแมรี หรือแมรีแห่งเท็ค ในปี ค.ศ. ๑๙๐๑

แมรีแห่งเท็ค (อังกฤษ: Mary of Teck หรือมาเรียแห่งเท็ค, เยอรมัน: Maria von Teck, พระบรมนามาภิไธย: เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี ออกัสตา ลูอิส โอลกา พอลีน คลอดีน แองเนส แห่งเท็ค อังกฤษ: Princess Victoria Mary Augusta Louise Olga Pauline Claudine Agnes of Teck) เป็นเจ้าหญิงเยอรมันจากราชอาณาจักรเวือร์ทเทิมแบร์ค (เยอรมัน: Königreich Württemberg) ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสเข้าสู่พระราชวงศ์อังกฤษ พระนางเป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) จึงถูกออกพระนามว่าสมเด็จพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Queen Mary) พระนางยังทรงมีพระยศเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และพระราชินีแห่งไอร์แลนด์ อีกด้วย

ในช่วงเวลาของพระองค์ ทรงเป็นที่รู้จักถึงการกำหนดลีลาให้พระราชวงศ์อังกฤษดำเนินไป ในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างของความเป็นระเบียบทางการและขนบธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในงานพระราชพิธีต่าง ๆ พระองค์เป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีที่ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกของทายาทของพระองค์ นอกจากนั้นพระองค์ที่ยังทรงเป็นที่รู้จักถึงการประดับเพชรพลอยในงานพิธีทางการต่าง ๆ

ความรู้อันกว้างขวางและการค้นคว้าในเรื่องสมบัติที่เป็นของสำนักการสะสมงานศิลป์หลวงของพระองค์ ยังช่วยในการบ่งบอกประเภทของสิ่งประดิษฐ์หรืองานศิลป์ที่อยู่ผิดตำแหน่งมาหลายปี เช่น พระราชวงศ์ได้ให้มิตรสายชาวอังกฤษในสมัยก่อน ๆ ยืมสิ่งของต่าง ๆ เหล่านั้นกับซึ่งยังไม่ได้รับกลับคืนมา ทันทีที่พระองค์ได้ระบุบ่งสิ่งของที่หายไปในรายการทรัพย์สินเล่มเก่า พระองค์จะทรงเขียนถึงผู้ที่ครอบครองอยู่เพื่อขอสิ่งของกลับคืน พระองค์ทรงเป็นนักสะสมวัตถุและรูปภาพที่กระตือรือร้นด้วยเส้นสายในพระราชวงศ์


สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี

พระบรมสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ในปี ค.ศ. ๑๙๘๖

เอลิซาเบธ แองเจลา มาร์กาเร็ต โบวส์-ลีออน (อังกฤษ: Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon, ทรงพระชนม์ระหว่าง ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕) เป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ ๖ (อังกฤษ: George VI of the United Kingdom) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๙ จนกระทั่งพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระสวามีได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี (อังกฤษ: Queen Elizabeth, The Queen Mother) เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับพระธิดาองค์โตคือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ (อังกฤษ: Elizabeth II) ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของพระสวามีในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นดัชเชสแห่งยอร์ก (อังกฤษ: Duchess of York) อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งไอร์แลนด์ และจักรพรรดินีแห่งอินเดีย พระองค์สุดท้ายอีกด้วย ประชาชนนิยมเรียกพระองค์ท่านว่าควีนมัม (อังกฤษ: Queen Mom)

เอลิซาเบธซึ่งเกิดในครอบครัวตระกูลผู้ดีชาวสก็อต ได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ เมื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุกแห่งยอร์ก พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ และสมเด็จพระราชินีแมรี ในฐานะที่เป็นดัชเชสแห่งยอร์ก พระองค์ พระสวามีและพระธิดาทั้งสองคือเจ้าหญิงเอลิซาเบธ มกุฎราชกุมารี และเจ้าหญิงมาร์กาเรต ได้ทรงปฏิบัติตนตามแบบครอบครัวชนชั้นกลาง ดัชเชสได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านสาธารณชนต่างๆ มากมายและเป็นที่รู้จักกันว่าดัชเชสผู้แย้มยิ้ม อันเป็นผลมาจากการปรากฏองค์ต่อหน้าสาธารณชนอยู่เป็นประจำ

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เอลิซาเบธได้ทรงกลายเป็นพระราชินีอย่างไม่คาดฝันเมื่อสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๘ ได้ทรงสละราชสมับติอย่างกะทันหันเพื่อไปอภิเษกกับนางวอลลิส ซิมป์สัน แม่ม่ายชาวอเมริกันที่เคยหย่าร้างแล้วสองครั้ง ในฐานะสมเด็จพระราชินี พระองค์ได้โดยเสด็จพระราชสวามีไปในการเสด็จเยือนทางการทูตยังประเทศฝรั่งเศสและทวีปอเมริกาเหนือในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในระหว่างสงครามด้วยความแข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่ไม่ย่อท้ออย่างเห็นได้ชัดทำให้เกิดแรงสนับสนุนทางจิตใจต่อสาธารณชนอังกฤษอย่างมากเท่ากับการสำเหนียกรู้ถึงภาระหน้าที่ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการชวนเชื่อ ได้ทำให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กล่าวถึงพระองค์ว่าเป็นผู้หญิงที่อันตรายที่สุดในยุโรป หลังจากสงคราม พระพลานามัยของพระสวามีได้อ่อนแอลงและทรงกลายเป็นม่ายเมื่อพระชนมายุ ๕๑ พรรษา

ในการเสด็จไปประทับยังต่างประเทศของพระเชษฐภรรดาและการเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชินีนาถของพระธิดาองค์ใหญ่ตอนพระชนมายุ ๒๖ พรรษา เมื่อสมเด็จพระราชินีแมรี (หรือแมรีแห่งเท็ค ) เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พระองค์ได้ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่อาวุโสที่สุดและกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ในช่วงปลายพระชนม์ชีพก็ยังทรงเป็นสมาชิกในพระราชวงศ์อังกฤษที่มีชื่อเสียงอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์องค์อื่น ๆ ตกอยู่ในการเสื่อมความนิยมจากสาธาณชนมากขึ้น

หลังจากการประชวรและการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงมาร์กาเรต พระธิดาองค์เล็กเพียงไม่นาน พระพลานามัยของพระองค์ก็แย่ลงเรื่อย ๆ และได้เสด็จสวรรคตในอีกหกสัปดาห์ให้หลัง ขณะมีพระชนมายุ ๑๐๑ พรรษา


เซอร์จอห์น เบาว์ริง

เซอร์จอห์น เบาว์ริง ในปี ค.ศ. ๑๘๒๖

เซอร์จอห์น เบาว์ริง (อังกฤษ: Sir John Bowring ช่วงระหว่าง ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕) ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๔๘ - ค.ศ. ๑๘๕๗ ได้เป็นเจ้าเมืองฮ่องกง (อังกฤษ: Hong Kong; อักษรจีน: 香港 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ) อีกทั้งยังเป็นพ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการศาสนา นักแต่งเพลงสวด กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ (โดยรู้ถึง ๑๐ ภาษาหลัก ๆ ทั้งหมด ในยุโรป รวมทั้งภาษาจีน) ตลอดจนถึงเป็นราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อเข้ามาเจริญพระราชไมตรีและเจรจาทำสนธิสัญญากับราชสำนักไทย ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ในที่สุดก็มีการลงนามในสนธิสัญญาเบาริง (อังกฤษ: Bowring Treaty) เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายนปีเดียวกัน

การลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้มีผลให้สยามต้องเสียอำนาจอธิปไตยทางการศาลและคนในบังคับอังกฤษมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในสยาม นอกจากนี้ สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศ ถือเป็นการสิ้นสุดของการผูกขาดการค้ากับต่างประเทศโดยกรมพระคลังสินค้าของสยาม สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับอยู่นานกว่า ๗๐ ปี

ท้ายที่สุดสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ และต้นรัชกาลที่ ๕ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนและทวีปยุโรป ถือได้ว่าเป็นตัวแทนประจำคนแรกของไทย ก็ว่าได้ และท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

๐๘.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เวลาพักผ่อนของท่านอาจารย์ ห้ามรบกวนโดยเด็ดขาด

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา