ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

พระปรมาภิไธย มาจากศัพท์ ๓ คำ คือ พระ + ปรม + อภิไธย แปลว่าชื่ออันประเสริฐยิ่ง หมายถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ราชเจ้า ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑ แล้วใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี แต่ละพระองค์ล้วนยาว ๆ ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ดังนั้น การเอ่ยอ้างพระปรมาภิไธย จึงมักกล่าวแต่เพียงคำนำหน้าที่เรียกกันว่าพระราชฐานันดรนาม ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทร หรือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร แล้วต่อด้วยพระปรมาภิไธย ประโยคต้นประโยคเดียว จากนั้นทำเครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ไว้ แล้วต่อด้วยสร้อยพระปรมาภิไธย ประโยคท้าย เช่น รัชกาลที่ ๙ อาจออกขานพระปรมาภิไธย เพียงว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

จะเห็นได้ว่า พระปรมาภิไธยเต็ม ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี ที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ก็ดี พระปรมาภิไธยย่อจากพระสุพรรณบัฏ ก็ดี หรืออักษรพระปรมาภิไธยย่อ ๓ ตัว (ทั้งนี้ อักษรพระปรมาภิไธยย่อของบางพระองค์จะซ้ำกัน เพื่อให้ทราบว่าเป็นรัชกาลใด เมื่อประดิษฐ์เป็นตรา ผู้ประดิษฐ์ตรา จะเขียนหมายเลขประจำรัชกาลไว้ ระหว่างพระจอนของพระมหาพิชัยมงกุฎ ) ก็ดี ล้วนเป็นพระนามที่พรรณนาถึงพระคุณของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นั้น ๆ ซึ่งประพันธ์ถวายด้วยบทร้อยแก้วอันไพเราะเพราะพริ้ง อันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติไทย

พระนามเต็มตามจารึกในพระสุบรรณบัฏ

พระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยพระองค์โปรดให้เฉลิมพระปรมาภิไธยแด่พระองค์เองและทรงเฉลิมพระปรมาภิไธย ถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ดังนี้

รัชกาลที่ ๑

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

เมื่อพระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี แล้ว พระองค์มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณอขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฏฐวิสุทธิ์ รัตนมกุฎประเทศคตามหาพุทธางกูร บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) โปรดให้ออกพระนามรัชกาลที่ ๑ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตามนามของพระพุทธรูปที่ทรงสร้างอุทิศถวาย และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้เพิ่มพระปรมาภิไธยแก่สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชจารึกลงในพระสุพรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ นเรศวราชวิวัฒนวงศ์ ปฐมพงศาธิราชรามาธิบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรดม บรมนารถบพิตร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) มีพระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑

ในวาระการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี รัฐบาลได้จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ในการนี้ รัฐบาลและปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์โดยถวายพระราชสมัญญานามมหาราช ต่อท้ายพระปรมาภิไธย ออกพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

รัชกาลที่ ๒

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) เสด็จสวรรคต ต่อมาเจ้าฟ้าอิศรสุนทร ได้สืบทอดบัลลังค์ในทันทีพร้อมด้วยพระนามชั่วคราวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นราชประเพณีว่าพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีพระบรมราชาภิเษก จะได้รับพระอิศริยยศชั่วคราวเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระนามเต็มเมื่อทรงรับการบรมราชาภิเษกแล้วว่า

พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามรัชกาลที่ ๒ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ตามนามของพระพุทธรูปที่ทรงโปรดให้สร้างอุทิศถวาย หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนสร้อยพระนามเป็นนภาลัย และเฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่เป็น

พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐ มเหศวรสุนทร ไตรเสวตรคชาดิศรมหาสวามินทร์ สยารัษฎินทรวโรดม บรมจักรพรรดิราช พิลาศธาดาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระพุทธเลิศหล้านภาไลย

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โปรดให้เฉลิมพระนามใหม่เป็น พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

รัชกาลที่ ๓

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

เมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติแล้ว ทรงออกพระนามเต็มตามพระสุพรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาธิบดี ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่เป็นพระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกพระนามโดยย่อว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) มีประกาศให้เฉลิมพระปรมาภิไธย เป็น พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ได้ถวายพระราชสมัญญานามว่าพระมหาเจษฎาราชเจ้า แปลความหมายว่าพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่ และได้ใช้พระราชสมัญญานามนี้เป็นสร้อยพระนามสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดน่ารู้

ในสมัยรัตนโกสินทร์ จารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ – ๓ เหมือนกันทั้งสามรัชกาล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงทรงแก้พระปรมาภิไธยที่จารึกพระสุพรรณบัฏให้แตกต่างจากรัชกาลก่อนและทรงโปรดให้ประกาศสั่งให้เรียกพระนามอดีตพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อนตามนามพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชอุทิศไว้

รัชกาลที่ ๑ ให้เรียกว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๒ ให้เรียกว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๓ ให้เรียกว่าแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรียกแผ่นดินของพระองค์ (รัชกาลที่ ๔) ว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับแต่นั้นมาการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย แต่ละรัชกาลมีพระนามแตกต่างกันมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

รัชกาลที่ ๔

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

พระองค์ทรงรับการบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ของปีนั้น และทรงได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยย่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระนามเต็มตามจารึกในพระสุบรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎสุทธิ สมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหารสุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมลศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฎิสาธุ คุณวิบุลยสันดาน ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษสุตพุทธมหากระวี ตรีปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสาร สัสยามาทิโลกยดิลกสาร สัสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดชอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพพิเศษ สิรินธรมหาชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตวิไชย สกลมไหศวรินมหาสยามินทร มเหศวรมหินทร มหาราชาวโรดมบรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๕

ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถึง ๒ ครั้ง

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

ครั้งแรก เมื่อวันที่๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามจารึกในพระสุบรรณบัฎ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๖ จึงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน หลังจากทรงลาสิกขาแล้ว ได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ มหามงกุฎราชวรางกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตร โสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่าสมเด็จพระปิยมหาราช แปลความหมายว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

รัชกาลที่ ๖

ในวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ พระองค์ทรงรับบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภิไธยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎ ว่า

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อดิศัยพงษวิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทรสูรสันตติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตน์อัศวโกศล ประพนธปรีชามัทวสมาจาร บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตฉัตราดิฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศรามาธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนปไมยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมา ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงเห็นชอบกับคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดีให้เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระรามาธิบดี แทนคำว่าสมเด็จพระปรเมนทร จึงมีพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อยกรามาธิบดี เป็นคำนำพระปรมาภิไธยแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้แก้นเรศรามาธิบดี เป็นนเรศราธิบดี แทน

รัชกาลที่ ๗

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ พระองค์ทรงรับพระบรมราชาภิเษก โดยมีพระนามอย่างย่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงมีพระปรมาภิไธย (พระนามเต็ม) ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพยปรียมหาราชรวิวงศ อสัมภินพงศพีระกษัตร บุรุษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสำสุทธเคราหณีจักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร มหามกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธอุต์กฤษฎนิบุญ อดุลยฤษฎาภินิร์หาร บูรพาธิการสุสาธิตธันยลักษณ์วิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานท สนธิมตสมันตสมาคม บรมราชสมภาร ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ มงคลลัคนเนมาหวัย สุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชนาวุธ วิชัยยุทธศาสตรโกศล วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฐโสทรสมมต เอกราชยยศสธิคมบรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณ มหาบรมราชาภิเษกาภิษิกต์ สรรพทศทิศวิชิตเดโชไชย สกลมไหศวรยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชันยาศรัย พุทธาทิไตรรัตนศรณารักษ วิศิษฎศักตอัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๘

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ทรงประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ในวโรกาสพระราชพิธีฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระปรมาภิไธยอันวิเศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณี ฉลองพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตน สรณารักษ์วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ ๙

พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ทรงเสด็จฯ ประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ลำดับนั้น พระราชครูวามเทพมุนี ร่ายเวทย์ สรรเสริญศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบบังคมทูลถวาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นภาษามคธ แล้วทูลเกล้าฯ ถวาย พระสุพรรณบัฎ จารึกพระปรมาภิไธยว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จากนั้นพระองค์จึงมีพระปฐมบรมราชโองการ พระราชทานอารักขาแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งหลายว่า

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในปีนั้น ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่าพระภูมิพลมหาราช แปลความหมายว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งทรงเป็นกำลังของแผ่นดิน และสมเด็จพระภัทรมหาราช แปลความหมายว่าพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐซึ่งทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ รัฐบาลและปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์โดยถวายพระราชสมัญญานามมหาราช ต่อท้ายพระปรมาภิไธย ออกพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่าในหลวง ซึ่งคาดว่าย่อมาจาก "ใน (พระบรมมหาราชวัง) หลวง" หรืออาจออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่านายหลวง ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่

รัชกาลที่ ๑๐

พระบรมสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) เสด็จสวรรคต ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นที่คาดหมายในขณะนั้นว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบรมนามาภิไธย ในรัชกาลที่ ๑๐ ระหว่างวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙) พระองค์จะสืบราชสมบัติต่อ แต่พระองค์ทรงขอผ่อนผัน จนกระทั่งวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้จัดประชุมวาระพิเศษ ก่อนอัญเชิญพระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์ และพระองค์ได้ทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ จากนั้นวันที่ ๑ ธันวาคม ในปีเดียวกัน พระองค์มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า

ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง

— พระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ทั้งนี้ ในทางนิตินัยถือว่าได้ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานาประเทศที่ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ลำดับการถวายพระปรมาภิไธย

ในการถวายพระปรมาภิไธยนั้น พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดให้เฉลิมพระปรมาภิไธยแด่พระองค์เอง และทรงเฉลิมพระปรมาภิไธย ถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช โดยรัชกาลเลขคี่จะใช้คำว่าปรมินทร ส่วนรัชกาลเลขคู่จะใช้คำว่าปรเมนทร ซึ่งเป็นพระราชนิยมที่เริ่มใช้ในรัชกาลที่ ๔ ดังนี้

  • รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรีบรมนาถฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
  • รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทรฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
  • รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาเจษฎาบดินทร์ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • รัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ พระอัฐมรามาธิบดินทร
  • รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร
  • รัชกาลทึ่ ๑๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรฯ

หมายเหตุ : พระนามที่เป็นตัวเอน หมายถึง พระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การลงพระปรมาภิไธยในเอกสารราชการ

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในรัชกาลที่ ๙ ในเดือนมิถุนายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙

การทรงลงพระปรมาภิไธยในเอกสารสำคัญต่าง ๆ ของทางราชการ มีรูปแบบของแต่ละรัชกาล ดังนี้

  • รัชกาลที่ ๑ จักรีบรมนาถ ป.ร.
  • รัชกาลที่ ๒ อิศรสุนทร ป.ร.
  • รัชกาลที่ ๓ เจษฎาบดินทร ป.ร.
  • รัชกาลที่ ๔ มงกุฎ ป.ร. หรือ สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม
  • รัชกาลที่ ๕ จุฬาลงกรณ์ ป.ร. หรือ สยามมินทร์
  • รัชกาลที่ ๖ วชิราวุธ ป.ร. หรือ ราม วชิราวุธ หรือ ราม ร
  • รัชกาลที่ ๗ ประชาธิปก ป.ร.
  • รัชกาลที่ ๘ อานันทมหิดล
  • รัชกาลที่ ๙ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
  • รัชกาลทึ่ ๑๐ มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ในเอกสารกลุ่มสัญญาบัตร หิรัญบัฏ สุพรรณบัฏตั้งสมณศักดิ์ จะลงว่า

  • รัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จักรีบรมนาถ ปร.
  • รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อิศรสุนทร ปร.
  • รัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจษฎาบดินทร ปร.
  • รัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มงกุฎ ปร.
  • รัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุฬาลงกรณ์ ปร.
  • รัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วชิราวุธ ปร.
  • รัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชาธิปก ปร.
  • รัชกาลที่ ๘ สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ปร.
  • รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปร.
  • รัชกาลทึ่ ๑๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ ปร.

พระปรมาภิไธยย่อ

พระปรมาภิไธยย่อ คือ การย่อพระปรมาภิไธยให้เหลือเพียง ๓ ตัวอักษร โดยส่วนมาก มักใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ และตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธี และงานเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสสำคัญต่าง ๆ พระปรมาภิไธยย่อ ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี มีดังนี้

ลำดับ ตราพระปรมาภิไธยย่อ พระนามเต็ม/พระนามย่อ
ร.๑

ไม่ปรากฏตราพระปรมาภิไธยย่อ

มหาจักรีบรมนาถ ปรมราชาธิราช / จปร
ร.๒

ไม่ปรากฏตราพระปรมาภิไธยย่อ

มหาอิศรสุนทร ปรมราชาธิราช / อปร
ร.๓

ไม่ปรากฏตราพระปรมาภิไธยย่อ

มหาเจษฎาบดินทร ปรมราชาธิราช / จปร
ร.๔

ตราสัญลักษณ์ ครบ ๒๐๐ ปี แห่งการพระบรมราชสมภพ

มหามงกุฎ ปรมราชาธิราช / มปร
ร.๕

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๕

มหาจุฬาลงกรณ์ ปรมราชาธิราช / จปร
ร.๖

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๖

มหาวชิราวุธ ปรมราชาธิราช / วปร
ร.๗

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๗

มหาประชาธิปก ปรมราชาธิราช / ปปร
ร.๘

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๘

มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช / อปร
ร.๙

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๙

มหาภูมิพลอดุลยเดช ปรมราชาธิราช / ภปร
ร.๑๐

ตราพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ ๑๐

มหาวชิราลงกรณ ปรมราชาธิราช / วปร

จะเห็นได้ว่า พระปรมาภิไธยของบางพระองค์จะซ้ำกัน ดังนั้น เพื่อให้ทราบว่าเป็นรัชกาลใด เมื่อประดิษฐ์เป็นตรา ผู้ประดิษฐ์ตรา จะเขียนหมายเลขประจำรัชกาลไว้ ระหว่างพระจอนของพระมหาพิชัยมงกุฎ หรือถ้าเขียนเป็นข้อความ อาจมีเลขประจำรัชกาลต่อท้าย

พระปรมาภิไธยโดยสังเขปตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๖

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชนิยมให้ใช้พระปรมาภิไธยโดยสังเขปโดยมีคำนำหน้าว่ารามาธิบดีศรีสินทร ทุกรัชกาล โดยพระองค์ได้ถวายพระปรมาภิไธยแก่บูรพกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกรัชกาล และเฉลิมพระปรมาภิไธยของพระองค์เอง ดังนี้

  • รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑
  • รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
  • รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรเจษฏาธิบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓
  • รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔
  • รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕
  • รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖

ส่วนในภาคภาษาอังกฤษนั้น โปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำว่าRama แล้วตามด้วยหมายเลขลำดับรัชกาลแบบเลขโรมันตามธรรมเนียมยุโรป

แต่เมื่อรัชกาลที่ ๗ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ก็ทรงประกาศให้การใช้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์กลับไปเป็นตามแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๔ เช่นเดิม เว้นแต่พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังคงใช้ว่าพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ

อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าRama แล้วตามด้วยหมายเลขลำดับรัชกาล เพื่อสื่อถึงพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ยังคงใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

— — ที่มา: พระปรมาภิไธย วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)


การเฉลิมพระยศเจ้านาย

แผ่นทองจารึกพระปรมาภิไธย ในรัชกาลที่ ๙

ประเพณีการเฉลิมพระยศเจ้านายแต่โบราณ ถือเอาการสองอย่างเป็นหลัก คือ การอภิเษกอย่างหนึ่ง และ การจารึกพระสุพรรณบัฎอย่างหนึ่ง

  • การอภิเษก คือ ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง (หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน) รดน้ำให้บนศีรษะ คือ สัญลักษณ์ของการมอบหมายทั้งยศและหน้าที่
  • พระสุพรรณบัฎ คือ แผ่นทองจารึกพระนามของเจ้านายพระองค์นั้น และจะพระราชทานจากพระหัตถ์ ให้แก่เจ้านายที่ได้รับการเฉลิมพระยศ

การเฉลิมพระยศเจ้านายนั้น ถือเอาการจารึกพระสุพรรณบัฏ เป็นสำคัญ โดยจะต้องทำพิธีสำคัญดังต่อไปนี้

  • ต้องหาวันฤกษ์งามยามดีที่จะจารึก
  • ต้องทำพิธีจารึกในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
  • ต้องมีสมณะและพราหมณ์พร้อมกันอวยชัยในพิธี
  • ต้องประชุมเสนาบดีนั่งเป็นสักขีพยาน

ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ หลังจากทรงยกเลิกระบบไพร่แล้ว การทรงกรม ของเจ้านาย จึงเป็นเพียงแต่การให้พระเกียรติยศแก่เจ้านายพระองค์นั้น แต่ไม่มีไพร่สังกัดกรมแต่อย่างใด ส่วนพระนามของเจ้านายที่ทรงกรมได้แบบธรรมเนียมมาจากยุโรป โดยทรงตั้งพระนามเจ้านายที่ทรงกรมตามชื่อเมืองต่าง ๆ เช่นสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ เป็นต้น

เจ้านายที่ทรงกรมพระองค์ล่าสุด คือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๖ รอบ (๗๒ พรรษา) แต่ไม่มีประเพณี เจ้ากรม ปลัดกรม ตามโบราณ เนื่องจากไทยได้ยกเลิกระบบไพร่ซึ่งสังกัดกรมเจ้านายไปแล้วในรัชกาลที่ ๕ และเลิกบรรดาศักดิ์ของขุนนางไปแล้วในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

— — ที่มา: การเฉลิมพระยศเจ้านาย วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)


มหาราช

มหาราช (อังกฤษ: The Great) เป็นชื่อต่อท้ายพระนามของพระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ได้ทำภารกิจอย่างมากมาย ช่วยเหลือผู้คนทั้งในด้านการรบ การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ การรักษาเอกราชของประเทศ คงไว้ด้วยความยุติธรรมอันเป็นแบบอย่างที่ดี ในกลุ่มคนที่พูดภาษานั้น ๆ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาราช เขียนไว้ที่ท้ายพระนาม

พระมหากษัตริย์ไทยที่ได้รับพระสมัญญานามมหาราช

ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีพระมหากษัตริย์ที่ได้รับพระสมัญญานามมหาราช ถึง ๗ พระองค์ ได้แก่

พระบรมสาทิสลักษณ์/พระนาม ทรงพระชนม์ ครองราชย์

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ราชวงศ์พระร่วง
พ.ศ. ๑๗๘๐ - พ.ศ. ๑๘๔๑ (โดยประมาณ)
กษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย
พ.ศ. ๑๘๒๒ - พ.ศ. ๑๘๔๑ (โดยประมาณ)
๑๙ ปี (โดยประมาณ)

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ราชวงศ์สุโขทัย
พ.ศ. ๒๐๙๘ - พ.ศ. ๒๑๔๘
สิริพระชนมายุ ๕๐ พรรษา
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ - ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘
(๑๔ ปี ๒๗๑ วัน)

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ราชวงศ์ปราสาททอง
พ.ศ. ๒๑๗๔ - ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑
สิริพระชนมายุ ๕๖ พรรษา
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑
(๓๒ ปี)

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ราชวงศ์ธนบุรี
๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๗ - ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕
สิริพระชนมายุ ๔๘ พรรษา
พระเจ้ากรุงธนบุรี
๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕
(๑๔ ปี ๙๙ วัน)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ราชวงศ์จักรี
๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ - ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒
สิริพระชนมายุ ๗๓ พรรษา
พระเจ้ากรุงรัตนโกสินทร์
๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒
(๒๗ ปี)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สมเด็จพระปิยมหาราช)

ราชวงศ์จักรี
๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ - ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
สิริพระชนมายุ ๕๗ พรรษา
สมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
(๔๒ ปี)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (พระภูมิพลมหาราช)

ราชวงศ์จักรี
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
สิริพระชนมายุ ๘๘ พรรษา
พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย
๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
(๗๐ ปี ๑๒๖ วัน)

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นหนึ่งในห้าอย่างของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

พระมหาพิชัยมงกุฎ นับเป็นกกุธภัณฑ์ (คือเครื่องยศ หรือเครื่องราชอิสริยยศ หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบยศ และบำเหน็จความชอบ) หนึ่งในห้าอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The royal regalia of Thailand) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: The five traditional Royal regalia of Thailand) เมื่อแปลความหมายตามรูปศัพท์แล้วหมายความว่าเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ๕ อย่าง อันเป็นเครื่องทรงในพระมหากษัตริย์แห่งพระราชอาณาจักรไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นของที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีที่สำคัญอื่น ๆ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องประดับพระเศียรองค์แรก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง ๕๑ ซ.ม. ถ้ารวมพระกรรเจียกจอนสูง ๖๖ ซ.ม. มีน้ำหนักถึง ๗.๓ กิโลกรัม ที่ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่ ทั้งนี้พระมหาพิชัยมงกุฎ ในรัชกาลที่ ๑ ยังไม่มีพระกรรเจียกจอน ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระกรรเจียกจอน และประดับเพชรแทนยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หามาจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย มาประดับที่ยอดพระมหามงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนั้นว่าพระมหาวิเชียรมณี

สำหรับในส่วนสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์นั้น ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหามงกุฎ หรือพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หมายถึง พระมหามงกุฎถอดพระจอน ในนัยยะของพระเกี้ยว พิจิตรเรขาประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนจิตรลดา เป็นต้น

ดูบทความหลักที่: เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

๐๘.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เวลาพักผ่อนของท่านอาจารย์ ห้ามรบกวนโดยเด็ดขาด

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา