ตามอรรถกถา นิยมเรียกนามบัญญัติแทนพระยาวสวัตตี ว่าเป็นมาร ที่ชอบมาผจญผู้ที่กระทำความดี แต่โดยนัยยะแล้วท่านไม่ใช่มาร แต่เป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ มีหน้าที่ทดสอบความมุ่งมั่นของบุคคลว่าแน่วแน่ต่อจุดมุ่งหมายนั้นหรือไม่ นั้นเอง และท่านยังมีหน้าที่ต้องอาราธนาพระอริยบุคคลให้ละสังขาร อีกด้วย (ในภาพ) พระยาวสวัตตี ทูลอาราธนาพระโคตมพุทธเจ้า ให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ นอกจากจะเป็นวันมาฆบูชา แล้วยังเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ในพรรษาที่ ๔๕ พรรษาสุดท้ายแห่งการดำเนินพุทธกิจ ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่เวฬุวคาม แขวงเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี

ในระหว่างพรรษานี้ พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างหนัก มีอาการอาพาธอย่างรุนแรง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนอาสนะที่ ท่านพระอานนท์ปูถวาย ส่วนท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ เมืองเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์..." พระพุทธองค์ทรงแสดงนิมิตใหญ่ เป็นนัยบอกใบ้ให้พระอานนท์ทูลขอให้ดำรงพระชนม์อยู่ดูความรื่นรมย์ต่อไป แต่ท่านพระอานนท์ไม่เข้าใจ จึงมีคำปุจฉาว่า เหตุไฉนพระอานนท์จึงไม่ทูลอาราธนาให้พระศาสดาทรงพระชนม์อยู่อีกสืบไป วิสัชนาว่า เหตุมารเข้าครอบงำหฤทัยพระผู้เป็นเจ้าจึงมิอาจที่จะทูลอาราธนาได้ แต่พระสัพพัญํูกระทำโอภาสนิมิตดังนั้นไซร้ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง พระอานนท์ได้ฟังก็นิ่งอยู่ มิอาจล่วงรู้ในบทบรมพุทธาธิบายอันจะให้กราบทูลอาราธนา

พระศาสดาจึงดำรัสว่า "ดูกรอานนท์ ท่านจงไปนั่งยังวิเวกสถานเจริญสมาบัติฌานเถิด" พระอานนท์รับพุทธฎีกาแล้วถวายวันทนาการก็ออกไปสถิตที่วิเวกสถาน ณ รุกขมูลแห่งหนึ่งอันมีในที่ใกล้ หลังจากนั้นพระยาวสวัตตี ทูลอาราธนาให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ก็ทรงมนสิการ กำหนดปลงพระชนมายุสังขาร ในวันมาฆบุรณมี ณ ที่ปาวาลเจดีย์ นั้นว่าอีก ๓ เดือน ก็จักดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยตั้งพระทัยว่า"นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน วันเพ็ญในกลางเดือนหก (วิสาขะ) ปีจอ ตถาคตจักดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา" การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ บ้านเวฬุวคาม แขวงเมืองไพศาลี (เมืองไวสาลี ในปัจจุบัน) เวลากลางวัน

ลำดับเหตุการณ์ตามมหาปรินิพพานสูตรพอสังเขป

พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์แสดงนิมิตใหญ่

พระพุทธองค์เสด็จมาถึงปาวาลเจดีย์ ประทับภายใต้ต้นไม้ซึ่งมีเงาครึ้มต้นหนึ่ง ตรัสกับพระอานนท์ว่า

ดูกรอานนท์ นครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ล้วนน่ารื่นรมย์

ดูกรอานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการ ท่านผู้ใดผู้หนึ่งได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ท่านผู้นั้นหวังอยู่ พึงดำรง อยู่ได้ตลอดกัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป

ดูกรอานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการ ตถาคตได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป ฯ

พระโลกนาถตรัสดังนี้ถึงสามครั้ง แต่พระอานนท์ก็คงเฉย มิได้ทูลอะไรเลย ความวิตกกังวลและความเศร้าของท่านมีมากเกินไป จนปิดบังดวงปัญญาเสียหมดสิ้น ความจงรักภักดีอย่างเหลือล้นที่ท่านมีต่อพระศาสดานั้น บางทีก็ทำให้ท่านลืมเฉลียวถึงความประสงค์ของผู้ที่ท่านจงรักภักดีนั้น ปล่อยโอกาสทองให้ล่วงไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "อานนท์! เธอไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน" พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง

พระยาวสวัตตีทูลอาราธนาให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน

เมื่อถัดจากพระอานนท์ไปได้ครู่หนึ่งแล้ว ลำดับนั้นพระยาวสวัตตี (บาลี: วะ-สะ-วัด-ตี, Vasavatti) ก็เข้ามาสู่สำนักพระทศพลญาณ แล้วนิสีทนาการในที่ควรข้างหนึ่ง จึงกราบทูลอาราธนาว่า

พระยาวสวัตตี ทูลอาราธนาพระโคตมพุทธเจ้า ให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน (ภาพโดย ครูเหม เวชกร)

ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค ขออัญเชิญพระองค์จงเข้าสู่พระปรินิพพานกาลบัดนี้ ดังจะรู้มา จำเดิมแต่กาลปฐมาภิสมโพธิ ปางเมื่อพระพุทธองค์ทรงสถิตอยู่ ณ อัชปาลนิโครธรุกขมูล ใน ๗ วันเป็นคำรบ ๘ คราหลังครั้งเมื่อทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหมอันมาทูลขอให้แสดงธรรมแล้ว จึงพระยาวสวัตตีก็มากราบทูลว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาเพื่อปรารถนาพระสัพพัญํุตญาณ บัดนี้ก็สำเร็จมโนปนิธานแล้ว และจะกระทำประโยชน์แก่สัตวโลกให้ลำบากพระกายไปไยเล่า ขอเชิญเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเถิดในวันนี้

กาลนั้นพระชินสีห์ได้ทรงเสาวนาการซึ่งคำพระยาวสวัตตีมากราบทูล จึงตรัสห้ามว่า 'ดูกรมารผู้ใจบาป ต่อเมื่อใดสาวกทั้งหลายของตถาคต คือ ภิกขุ ภิกขุนี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพหูสูตรอันฉลาดอาจทรงไว้ได้ซึ่งพระธรรมวินัย แลปฏิบัติศึกษาเล่าเรียนบอกกล่าวสืบต่อกันไป แลสำแดงธรรมเทศนาโปรดเวไนยนิกรสัตว์ เทพยดา และมนุษย์ ให้สำเร็จมรรคผลพระอมตมหานิพพานได้ ยังศาสนมรรคพรหมจรรย์ให้แผ่ไพศาลไปทั่วโลกธาตุกาลเมื่อใดแล้ว ตถาคตจึงรับอาราธนาท่านเข้าสู่พระปรินิพพานในกาลเมื่อนั้น' แลพระยาวสวัตตีก็ติดตามพระองค์มาคอยซึ่งโอกาสตราบเท่าถึงกาลวันเสด็จมาสถิต ณ ปาวาลเจดีย์ จึงเข้ามากราบทูลอาราธนาพระชินสีห์ให้ปรินิพพานในกาลครั้งนั้นอีกเล่า

เมื่อพระสัพพัญญูเจ้าได้ทรงสดับคำอาราธนากถาแห่งพระยาวสวัตตีในกาลนั้น จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ดูกรวสวัตตีมาร ท่านอย่าได้ทุกข์โทมนัสเลย ไม่ช้าแล้วตถาคตก็จักปรินิพพานกำหนดกาลแต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือนเท่านั้น" ครั้นพระยาวสวัตตีได้สดับก็รับพุทธฎีกาว่า "สาธุๆ" มีจิตโสมนัสยินดี แล้วก็อันตรธานจากสถานที่นั้น

ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่าทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้ว

เมื่อพระยาวสวัตตีอันตรธานจากสถานที่นั้นแล้ว พระตถาคตเจ้าทรงรำพึงถึงอดีตกาลนานไกล ซึ่งล่วงมาแล้วถึง ๔๕ ปี สมัยเมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ท้อพระทัยในการที่จะประกาศสัจธรรมเพราะเกรงว่าจะทรงเหนื่อยเปล่า แต่อาศัยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ จึงตกลงพระทัยย่ำธรรมเภรี

พระโคตมพุทธเจ้า ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ ว่าทรงปลงพระชนมายุสังขาร แล้ว อีกสามเดือนจะปรินิพพาน (ภาพโดย ครูเหม เวชกร)

ครานั้นพระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้ว่า ถ้าบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยังไม่สามารถย่ำยีปรุปวาท คือคำกล่าวจ้วงจาบล่วงเกินจากพาหิรลัทธิที่จะพึงมีต่อพระพุทธธรรม คำสอนของพระองค์ยังไม่แพร่หลายเพียงพอตราบใด พระองค์ก็จะยังไม่นิพพานตราบนั้น

ก็แลบัดนี้ พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพรหมจรรย์ศาสโนวาทของพระองค์แล้ว เป็นกาลสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงทรงปลงพระชนม์มายุสังขารคือตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จักปรินิพพานในวันวิสาขะปุรณมี คือ วันเพ็ญเดือน ๖

อันว่าบุคคลผู้มีกำลังกลิ้งศิลามหึมาแท่งทึบจากหน้าผา ลงสู่สระย่อมก่อความกระเพื่อมสั่นสะเทือนแก่น้ำในสระนั้นฉันใด การปลงพระชนม์มายุสังขารอธิษฐานพระทัยว่า จะปรินิพพานของพระอนาวณญาณก็ฉันนั้น ก่อความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือนเหมือนหนังสัตว์ที่เขาขึงไว้แล้วตีด้วยไม้ท่อนใหญ่ก็ปานกัน รุกขสาขาหวั่นไหวไกวแกว่งด้วยแรงวายุโบกสะบัดใบอยู่พอสมควร แล้วนิ่งสงบมืออาการประหนึ่งว่าเศร้าโศกสลดในเหตุการณ์ครั้งนี้ เหมือนกุมารีนางน้อยคร่ำครวญปริเทวนาถึงมารดาผู้จะจากไปจนสลบแน่นิ่ง ณ เบื้องบนท้องฟ้าสีครามกลายเป็นแดงเข้มดุจเสื่อลำแพน ซึ่งไล้ด้วยเลือดสด ปักษาชาติร้องระงมสนั่นไพรเหมือนจะประกาศว่าพระผู้ทรงมหากรุณากำลังจะจากไปในไม่ช้านี้

พระอานนท์สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้ จึงเข้าเฝ้าพระจอมมุนีทูลถามว่า "พระองค์ผู้เจริญ! โลกธาตุนี้วิปริตแปรปรวนผิดปกติไม่เคยมี ไม่เคยเป็นได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ?"

พระทศพลเจ้าตรัสว่า "อานนท์เอย! อย่างนี้แหละ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร ปลงอายุสังขาร และนิพพาน ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น"

ตรัสถึงสถานที่ทรงกระทำนิมิตโอภาส ๑๖ ตำบลให้พระอานนท์ทราบ

พระอานนท์ทราบว่า บัดนี้พระตถาคตเจ้าทรงปลงอายุสังขารเสียแล้ว ก็เกิดความสะเทือนใจและว้าเหว่ประดังขึ้นมาจนอัสสุชลธาราไหลหลั่งสุดห้ามหัก เพราะความรักเหลือประมาณที่ท่านมีในพระเชฏฐภาดา ท่านหมอบลงที่พระบาทมูล จากนั้นแล้วทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์ จงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกเถิดอย่าเพิ่งด่วนปรินิพพานเลย" กราบทูลเท่านี้แล้วพระอานนท์ก็ไม่อาจทูลอะไรต่อไปอีก เพราะโศกาดูรท่วมท้นหทัย

"อานนท์เอย!" พระศาสดาตรัสพร้อมด้วยทอดทัศนาการไปเบื้องพระพักตร์อย่างสุดไกล มีแววแห่งความเด็ดเดี่ยวฉายออกมาทางพระเนตร และพระพักตร์

"เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ ตถาคตจะต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะอีก ๓ เดือนข้างหน้านี้ อานนท์! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม่น้อยกว่า ๑๖ ครั้งแล้วว่าคนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ ก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อนๆ นี้ ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไปเราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่ ๓ จะรับอาราธนาของเธอ แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เราไม่อาจกลับใจได้อีก" พระศาสดาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นแล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่า

"อานนท์! เธอยังจำได้ไหม ครั้งหนึ่ง ณ ภูเขาซึ่งมีลักษณะยอดเหมือนนกแร้ง อันได้นามว่าคิชฌกูฏ ภายใต้ภูเขานี้มีถ้ำอันขจรนามชื่อสุกรขาตา (ถ้ำหมูขุด หรือ ถ้ำคางหมู) ณ ถ้ำนี้เองสาวกผู้เลื่องลือว่าเลิศทางปัญญาของเราคือสารีบุตร ได้ถอนตัณหานุสัยโดยสิ้นเชิง เพียงเพราะฟังคำที่เราสนทนากับหลานชายของเธอผู้มีนามว่าฑีฆนขะ เพราะไว้เล็บยาว

เมื่อสารีบุตรมาบวชในสำนักของเราแล้วฑีฆนขะปริพพาชกเที่ยวตามหาลุงของตน มาพบลุงของเขาคือสารีบุตรถวายงานพัดเราอยู่ จึงพูดเปรยๆ เป็นเชิงกระทบกระเทียบว่า 'พระโคดม! ทุกสิ่งทุกอย่างข้าพเจ้าไม่พอใจหมด' ซึ่งรวมความว่า เขาไม่พอใจเราด้วยเพราะตถาคตก็รวมอยู่ในคำว่า 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' เราได้ตอบเขาไปว่า 'ถ้าอย่างนั้น เธอควรจะไม่พอใจความคิดเห็นอันนั้นของเธอเสียด้วย'... "

"อานนท์! เราได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็นอเนกปริยาย สารีบุตรถวายงานพัดไปฟังไป จนจิตของเธอหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"

"อานนท์เอย! ณ ภูเขาคิชฌกูฏดังกล่าวนี้ เราเคยพูดกับเธอว่า คนอย่างเราถ้าจะอยู่ต่อไปอีก ๑ กัปป์ หรือเกินกว่านั้นก็พอได้ แต่เธอก็หารู้ความหมายแห่งคำที่เราพูดไม่"

"อานนท์! ต่อมาที่โคตมนิโครธที่เหวสำหรับทิ้งโจรที่ถ้ำสัตตบรรณใกล้เวภารบรรพตที่กาฬศิลาใกล้เขาอิสิคิลิ ซึ่งเลื่องลือมาแต่โบราณกาลว่า เป็นที่อยู่อาศัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมาก เมื่อท่านเข้าไป ณ ที่นั้นแล้วไม่มีใครเห็นท่านออกมาอีกเลย จึงกล่าวขานกันว่าอิสิคิลิบรรพต ที่เงื้อมเขาชื่อสัปปิโสณทิกาใกล้ป่าสีตวันที่ตโปทาราม ที่เวฬุวันสวนไผ่อันร่มรื่นของจอมเสนาแห่งแคว้นมคธ ที่สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ ที่มัททกุจฉิมิคาทายวัน ทั้ง ๑๐ แห่งนี้อยู่ ณ เขตแขวงราชคฤห์"

"ต่อมาเมื่อเราทิ้งราชคฤห์ไว้เบื้องหลัง แล้วจาริกสู่เวสาลีนครอันรุ่งเรืองยิ่ง เราก็ได้นัยแกเธออีกถึง ๖ แห่ง คือที่อุเทนเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ โคตมกเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารันทเจดีย์ และปาวาลเจดีย์เป็นแห่งสุดท้าย คือสถานที่ซึ่งเราอยู่ ณ บัดนี้ แต่เธอก็หาเฉลียวใจไม่ ทั้งนี้เป็นความบกพร่องของเธอเอง เธอจะคร่ำครวญเอาอะไรอีก"

"อานนท์เอย! บัดนี้สังขารอันเป็นเหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้ว เรื่องที่จะดึงกลับคืนมาอีกนั้นมิใช่วิสัยแห่งตถาคต อานนท์! เรามิได้ปรักปรำเธอ เธอเบาใจเถิด เธอได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว บัดนี้เป็นกาลสมควรที่ตถาคตจะจากโลกนี้ไป แต่ยังเหลือเวลาอีกถึง ๓ เดือน บัดนี้สังขารของตถาคตเป็นเสมือนเรือรั่ว คอยแต่เวลาจะจมลงสู่ท้องธารเท่านั้น"

"อานนท์! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่าบุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้ อานนท์เอย! ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไป เป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ"

โดยสรุปแล้ว สถานที่ที่องค์ตถาคตเจ้าทำนิมิตโอภาส ๑๖ ตำบล แยกเป็น

  • เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล
    • ๑. ภูเขาคิชฌกูฏ
    • ๒. โคตมนิโครธ
    • ๓. เหวที่ทิ้งโจร
    • ๔. ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างภูเขาเวภารบรรพต
    • ๕. กาฬศิลา เชิงเขาอิสิคิริบรรพต
    • ๖. เงื้อมสัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน
    • ๗. ตโปทาราม
    • ๘. เวฬุวัน
    • ๙. ชีวกัมพวัน
    • ๑๐. มัททกุจฉิมิคทายวัน
  • เมืองเวสาลี ๖ ตำบล
    • ๑. อุเทนเจดีย์
    • ๒. โคตมกเจดีย์
    • ๓. สัตตัมพเจดีย์
    • ๔. พหุปุตตเจดีย์
    • ๕. สารันทเจดีย์
    • ๖. ปาวาลเจดีย์

ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แห่งพรรษาสุดท้ายของพระชนมชีพ (สร้างโดย คณะเจ้าลิจฉวี แห่งแคว้นวัชชี)

แลแล้วพระจอมศาสดาก็เสด็จไปยังภัณทุคาม และโภคนครตามลำดับ ในระหว่างนั้นทรงให้โอวาทภิกษุทั้งหลายด้วยพระธรรมเทศนาอันเป็นไป เพื่อโลกุตตราริยกรรม กล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต และวิมุตญาณทรรศนะ เป็นต้นว่า

"ภิกษุทั้งหลาย! ศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพและหาชีพมิได้ เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์มหาสิงขร และสัตว์ตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน"

"ศีลนี่เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นพื้นฐานย่อมเป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรืยนที่มีฝาผนัง มีประตู หน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลมแดดและฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย เมื่อลมแดดและฝน กล่าวคือโลกธรรม แผดเผากระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยีและเชือดเฉือนกิเลสอาสวะต่างๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาตราอันคมกริบ แล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน"

"ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นดุจประทีปแห่งดวงใจ"

"อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติแต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตใจให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญาย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"

"ภิกษุทั้งหลาย! บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ย่อมพบกับปีติปราโมชอันใหญ่หลวง รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมา หาอะไรเปรียบมิได้ เอิบอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั่นแล เป็นผู้รู้ว่า บัดนี้กิเลสานุสัยต่างๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่า บัดนี้แขนของตนขาดแล้ว" โอวาทานุศาสนี ของพระผู้มีพระภาคส่วนใหญ่เป็นไปอย่างนี้

ข่าวการปลงพระชนมายุสังขาร ของพระศาสดาแผ่กระจายไปทั่วสังฆมณฑล ประดุจบุรุษผู้มีกำลังกระพือผ้าขาวคลุมบริเวณเนื้อที่อันน้อย บัดนี้สาวกของพระองค์ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรู้สึกว้าเหว่ หวิวหวั่นและเลื่อนลอย สาวกที่เป็นปุถุชนไม่อาจกลั้นอัสสุธาราไว้ได้ มีใบหน้าอาบด้วยน้ำตา ประชุมกันเป็นกลุ่มๆ รำพึงรำพันอยู่ว่า พระผู้มีพระภาคจะปรินิพพานเสียแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรหนอ ส่วนสาวกผู้เป็นขีณาสพสิ้นอาสวะแล้วก็ได้แต่ปลงธรรมสังเวช คือความสลดใจตามแบบพระอริยะ

พระธัมมารามมุ่งทำความเพียร

ภิกษุรูปหนึ่งได้นามว่าธัมมาราม คิดว่า อีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะปรินิพพาน เราบวชในสำนักของพระองค์ แต่ยังมีอาสวะกิเลสอยู่ กระไรหนอเราจะพึงเพียรพยายาม เพื่อบรรลุอรหัตตผลในเวลาที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ คิดดังนี้แล้ว ท่านมิได้จับกลุ่มกับภิกษุอื่นๆ มิได้เศร้าโศก ปลีกตนออกไปอยู่แต่ผู้เดียว พยายามทำสมณะและวิปัสสนา

ภิกษุทั้งหลายอื่นเห็นพฤติการณ์ดังนี้ เข้าใจว่าภิกษุธัมมารามหาความรักความอาลัยในพระผู้มีพระภาคมิได้ จึงนำข้อความนั้นกราบทูลพระพุทธองค์

"พระเจ้าข้า" ภิกษุทูล "ภิกษุชื่อธัมมารามหาความรักความอาลัยในพระองค์มิได้เลย เมื่อทราบว่าพระองค์จะปรินิพพานก็หาได้แสดงอาการเศร้าโศกอย่างใดไม่ ปลีกตนไปอยู่แต่ผู้เดียวไม่เกี่ยวข้องไต่ถามเรื่องราวของพระองค์เลย"

พระศาสดารับสั่งให้พระธัมมารามเข้าเฝ้า ตรัสถามว่า "ธัมมาราม! ได้ยินว่าเธอทำอย่างที่ภิกษุทั้งหลายกล่าวนี้หรือ?"

"พระพุทธเจ้าข้า" พระธัมมารามทูลรับ

"ทำไมเธอจึงทำอย่างนั้น เธอไม่อาลัยใยดีในตถาคตหรือ?" พระศาสดาตรัสถาม

"หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์คิดว่า ข้าพระองค์บวชแล้วในสำนักของพระองค์ผู้สรรเสริญความเพียรพยายาม บัดนี้พระองค์จะนิพพานแล้ว ทำไฉนหนอ ข้าพระองค์จะพึงทำความเพียรเพื่อบรรลุธรรมอันสูงสุด เพื่อบูชาพระองค์ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ทีเดียว ด้วยเหตุนี้ข้าพระองค์จึงหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว"

พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระอุทานออก ๓ ครั้งว่า "ดีแล้ว ภิกษุ!" แล้วผินพระพักตร์มาตรัสกับภิกษุทั้งหลายอื่นว่า

ภิกษุทั้งหลาย! ผู้ใดมีความเสน่หาอาลัยในเรา พึงทำตนอย่างธัมมารามภิกษุนี้ การทำอย่างนี้ ชื่อว่าบูชาเคารพ นับถือเราด้วยอาการอันยอดยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุผู้ยินดีในธรรม ตรึกตรองธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่เสมอ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม ไม่เสื่อมจากพระนิพพาน

แม้กระนั้นภิกษุทั้งหลายก็ไม่วายที่จะแวดล้อมพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง พระศาสดาทรงเห็นดังนี้ จึงเตือนภิกษุเหล่านั้นให้พยายามแสวงหาวิเวก เพื่อบรรลุคุณธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลส ด้วยพระพุทธพจน์ว่า

ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาทางทั้งหลายมรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลายบทสี่ คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์ ๒ เท้าพระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด

มรรคมีองค์ ๘ นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมีองค์ ๘ นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามไม่ได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สูญสิ้นไป ความเพียรพยายาม เธอทั้งหลายต้องทำเองตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนั้น พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร

เกร็ดน่ารู้เนื่องในวันพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร

พระยาวสวัตตี เทพชั้นผู้ใหญ่แห่งเทวภูมิ ๖

จิตรกรรมฝาผนัง (ศิลปะพม่า) ของอารามแห่งหนึ่งในเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย (ในภาพ) พระยาวสวัตตี ยกทัพมาเพื่อขัดขวางการตรัสรู้ของพระมหาบุรุษ (นามบัญญัติของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังออกบวช และก่อนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)

ประวัติความเป็นมาพอสังเขป

พระยาปรนิมมิตวสวัตตี หรือพระยาวสวัตตี (บาลี: วะ-สะ-วัด-ตี, Vasavatti) เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (บาลี: ปะ-ระ-นิม-มิด-วะ-สะ-วัด-ตี, Paranimmita-vasavatti, ทิเบต: gzhan 'phrul dbang byed, ญีปุ่น: 他化自在天 Takejizai-ten, เทวนาครี: परनिमित्त-वशवती) เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๖ อยู่ชั้นสูงสุดของเทวภูมิในจำนวนทั้งหมด ๖ ชั้น ในที่นี้เทวภูมิ ๖ (บ้างก็เรียกว่า ฉกามาพจร) อยู่ในภูมิ ๓๑ ซึ่งภูมิ ๓๑ นี้จัดได้เป็น ๔ ระดับ บางทีจึงเรียกว่าภูมิ ๔

สวรรค์ชั้นนี้มีเทพเป็นราชาผู้ปกครองอยู่ ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายเทพยดามีปรนิมมิตรสวัตตีเทวราช ปกครองเทพไม่เป็นมาร และฝ่ายมาร มีพญามาราธิราช หรือวสวัตตีมาร ปกครองเทพที่เป็นมาร กล่าวคือ มีเทพเป็นราชาผู้ปกครองเดียวกันแต่เป็นฝ่ายกุศล และฝ่ายอกุศล นั่นเอง จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จะเห็นได้ว่า เทพในชั้นนี้เป็นพระอริยบุคคลก็มี ในคราวที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ นั้น เมื่อทรงธรรมเทศนาจบลง เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีก็อนุโมทนาด้วย ความว่า

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้ บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

เทวดาชั้นยามา ...

เทวดาชั้นดุสิต ...

เทวดาชั้นนิมมานรดี ...

เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...

เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็ บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

— ที่มา: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ (www.84000.org)

ปรนิมมิต แปลตามศัพท์ว่าผู้อื่นเนรมิต เนื่องจาก สวรรค์ชั้นนี้เรียกได้ว่าเป็นแดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้ (บันดาลให้เป็นขึ้นมีขึ้น) เทวดาชั้นนี้ปรารถนาสิ่งใดไม่ต้องนิรมิตเอง มีเทวดาอื่นที่รับใช้เนรมิตให้ตามต้องการ เป็นภูมิที่มีความสุขและเพลิดเพลินมาก เป็นที่อยู่ของพวกที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไว้มาก เทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนี้ไม่มีคู่ครองเป็นประจำโดยเฉพาะตน

ตามอรรถกถาโดยส่วนมากแล้ว จะนิยมเรียกนามบัญญัติแทนพระยาวสวัตตี ว่าเป็นมาร ที่ชอบมาผจญผู้ที่กระทำความดี แต่โดยนัยยะแล้วท่านไม่ใช่มาร แต่เป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ มีหน้าที่ต้องทดสอบถึงความมุ่งมั่นของบุคคลว่าแน่วแน่ต่อจุดมุ่งหมายนั้นหรือไม่ นั้นเอง นอกจากทดสอบแล้ว ท่านยังมีหน้าที่ต้องอาราธนาพระอริยบุคลให้ละสังขาร อีกด้วย ส่วนในด้านทัศนญาณของท่านนั้นเรียกได้ว่ากว้างไกลมาก ท่านสามารถย้อนบุพชาติและบุพกรรม ของหลายๆ บุคคลได้ในช่วงขณะจิตหนึ่ง และมีเทวดาอื่นที่รับใช้ เนรมิตให้ตามต้องการ (เทพในเทวภูมิ ๖ เป็นบริวารของท่านทั้งหมด)

บุพกรรมที่ทำให้ท่านต้องมาทดสอบพระมหาบุรุษ นั้น มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งนั้น มีชายสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ชายสองคนนี้มีอาชีพเกี่ยวหญ้าขายยังชีพ ครั้งหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองออกมาเกี่ยวหญ้าตามปกติ เมื่อเกี่ยวไปได้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อได้หญ้ามาพอสมควรแล้ว ทั้งสองจึงชวนกันไปนั่งพักใต้ร่มไม้ ขณะชายทั้งสองนั่งพักและสนทนาปราศรัยกันไปได้ซักพัก คนหนึ่งรู้สึกเหนื่อยก็เลยผล็อยหลับไป เมื่อชายคนที่นั่งอยู่นั้น นั่งพักต่อไปได้ครู่หนึ่งก็ปรากฏว่า มีพระปัจเจกพุทธเจ้า ผ่านมาทางนั้นพอดี ชายคนที่นั่งพัก พอเห็นพระเถระนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใส จึงถวายหญ้าของตนจำนวนกำมือหนึ่งให้พระเถระ แล้วปรารถนาให้ได้โพธิญาณเหมือนหรือยิ่งกว่าพระเถระ ในกาลข้างหน้า ขณะที่ถวายกำหญ้าให้พระเถระ ไม่ได้ปลุกเพื่อนคนที่นอนหลับ เพราะกลัวเป็นการรบกวน ก็เลยหยิบเอาหญ้าของเพื่อนมาถวายด้วย

เมื่อถัดจากพระเถระปัจเจกพุทธเจ้าไปได้ซักพัก เพื่อนคนที่นอนอยู่ตื่นขึ้นแล้วเห็นหญ้าที่เกี่ยวมานั้นพร่องไป ก็เลยไต่ถามซักข้อสงสัย เพื่อนที่นั่งพักตอบกลับมาว่า ตนได้ถวายกำหญ้านั้นให้พระเถระ และได้ถวายเผื่อเพื่อนที่นอนหลับด้วย แต่ไม่ได้ปลุกเพื่อนเพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวน

ด้วยเหตุที่เพื่อนที่นั่งพักได้พบพระอริยบุคคลแต่ไม่กล้าปลุกตน เพื่อนที่นอนหลับรู้สึกไม่พอใจมาก แล้วสอบถามต่อว่า ขณะที่ถวายกำหญ้า เพื่อนได้ปรารถนาเรื่องใด หรือไม่? เพื่อนที่นั่งพักตอบว่า ตนได้ปรารถนาในโพธิญาณเหมือนหรือยิ่งกว่าพระเถระ เพื่อนที่นอนหลับจึงได้ตอบกลับว่า ดีแล้ว เราเองนี่แหล่ะ จะเป็นพันธุโยนิคอยติดตามและขัดขวางความปรารถนาในโพธิญาณของท่าน มิให้ประสบผลสำเร็จ...

ด้วยบุพกรรมดังกล่าว กาลต่อมา ชายคนที่นอนหลับ ได้มาเป็นพระยาวสวัตตี เทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี และเป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นฉกามาพจร (เทวภูมิ ๖) ส่วนชายที่นั่งพัก เมื่อได้ถวายหญ้าจำนวนกำมือหนึ่งแก่พระเถระปัจเจกพุทธเจ้า ปรารถนาในโพธิญาณเหมือนหรือยิ่งกว่าพระเถระ จากนั้น ได้เวียนว่ายในสังสารวัฏ บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ เจนจบแล้ว ได้มาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังออกบวชจนได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายในกาลปัจจุบันนั้นแล.

อนึ่ง คู่บุพกรรมของพระโคตมพุทธเจ้านั้นยังมีอีกท่านหนึ่งคือพระเทวทัต ข้อสังเกตคือ บุพกรรมของพระเทวทัต ที่มีต่อพระโคตมพุทธเจ้าทั้งในอดีตชาติ คือ การเกิดร่วมชาติ เป็นต้นว่า เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อชูชก และกาลปัจจุบัน เช่น การปองร้ายพระโคตมพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต เป็นต้น การขัดขวางของพระเทวทัตนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นจะเป็นในรูป แต่การขัดขวางของพระยาวสวัตตีนั้น จะเป็นในนาม ซึ่งพระเทวทัตไม่สามารถจะเข้ามาขัดขวางได้เลย กล่าวโดยสรุป พระเทวทัตนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะขัดขวางโดยรูป และพระยาวสวัตตี จะขัดขวางโดยนาม นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในวาระสุดท้ายของพระเทวทัต ได้ถวายกระดูกคางแด่พระพุทธเจ้า และปรารถนาในโพธิญาณ ซึ่งพระพุทธองค์ทำนายว่า หลังจากพระเทวทัตใช้กรรมในมหาอเวจีนรกได้เจนจบแล้ว หลังจากนั้นจะได้บำเพ็ญบารมีจนได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอีกหนึ่งแสนกัปให้หลัง

ทางด้านพระยาวสวัตตีนั้น หลังพุทธปรินิพพานล่วงไป ๒๑๘ ปี เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช หรือพระเจ้าอโศก จอมราชันย์แห่งชมพูทวีป พระองค์ได้สร้างพระเจดีย์ทั่วชมพูทวีป ๘ หมื่นกว่าแห่ง แล้วทรงต้องการได้พระบรมธาตุมาบรรจุเพื่อจัดงานสมโภชให้ยิ่งใหญ่ ทันทีที่งานเริ่ม พระยาวสวัตตี ก็มา มุ่งหมายจะดับประทีปที่จุดบูชาพระมหาเจดีย์ แต่ก็พ่ายแพ้แก่ฤทธิ์พระอุปคุตต์ พระยาวสวัตตีจึงกล่าววาจาปรารถนาพุทธภูมิ และจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า พระตัณหังกรพุทธเจ้า ในกาลข้างหน้า (ข้อสังเกตคือ ตามอรรถกถาบรรยาย เช่น พุทธปกิรณกกัณฑ์ พระนามของพระพุทธเจ้าบางพระองค์จะเหมือนกัน แต่ต่างกันโดยกัปที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนั้นเอง)

พระยามารกล่าววาจาปรารถนาพุทธภูมิหลังพ่ายฤทธิ์พระอุปคุตต์

หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน กาลเมื่อพระสถูปบรรจุพระธาตุทั้งหลายประดิษฐานในประเทศต่างๆ เสร็จแล้ว ลำดับนั้น พระมหากัสสปเถระเห็นว่า พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ยังนครต่างๆ นั้น ในอนาคตกาลจะมีอันตรายเกิดขึ้นได้ จึงปรึกษากับพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วเห็นพ้องกัน พระเถระรับเป็นภาระอันเชิญพระบรมธาตุมาด้วยฤทธิ์ พระธาตุที่ไม่ได้นำมา ได้แก่ ส่วนที่อยู่ในราชสกุลต่างๆ และส่วนในนาคพิภพ

ฝ่ายพระราชารับพระราชภาระด้านจัดหาสถานที่และจัดสร้างพระเจดีย์ใต้ดินลึก ๘๐ ศอก ขณะกำลังก่อสร้างก็ตรัสลวงว่าจะทำพระเจดีย์ถวายพระอสีติมหาสาวก เสร็จแล้วก็นำพระบรมธาตุมาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ปิดทางลงโดยการสร้างพระสถูปศิลาทับไว้

เมื่อพระศาสนาล่วงลับไป ๒๑๘ ปี ถึงรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราชหรือพระเจ้าอโศก จอมราชันย์แห่งชมพูทวีป มีกรุงปาตลีบุตรเป็นเมืองหลวง พระองค์มีศรัทธามาก ให้สร้างพระเจดีย์ทั่วชมพูทวีป ๘ หมื่นกว่าแห่ง แล้วทรงต้องการได้พระบรมธาตุมาบรรจุเพื่อจัดงานสมโภชให้ยิ่งใหญ่ แต่ข่าวที่จะได้พระธาตุมาไม่มีเลย

จนกระทั่งพระภิกษุอายุ ๑๒๐ ปีรูปหนึ่งเกิดฉุกคิดถึงสถานที่หนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อเคยพาไปนมัสการพระสถูปในปุา ท่านทูลให้พระราชาทราบ จึงมีการค้นหาและพบในที่สุด เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงอัญเชิญพระบรมธาตุสู่เมืองปาตลีบุตร เมื่อทำการสักการะแล้ว ได้แจกพระบรมธาตุไปทั่วทุกๆ นคร ๘๔,๐๐๐ แห่ง ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์จะฉลองพระสถูปทั้ง ๘๔,๐๐๐ แห่ง และจะกระทำสักการบูชาพระบรมธาตให้ไดุ้ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน แต่พระองค์ทรงเกรงว่า จะมีมารเข้ามาทำลายพิธีในครั้งนี้ จึงได้อาราธนาพระอริยสงฆ์เพื่อมาป้องกัน แต่ก็ไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะรับอาสาได้เลย

ครั้นแล้วได้หลวงเณรองค์หนึ่งมีฌานสมาบัติชั้นสูง แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่สามารถที่จะรับอาสาในการปราบมารได้ แต่ท่านได้กล่าวแนะนำว่า ควรไปอาราธนาพระอุปคุตเถระซึ่งมีสมาบัติสูงยิ่ง และสามารถจักทรมานมารใจบาปให้พ่ายแพ้มหิทธานุภาพได้ โดยกล่าวว่า

ดังจะรู้มา กาลเมื่อสมเด็จพระบรมครูยังทรงพระชนมายุอยู่ ก็ได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่าสืบไปในภายหน้าจะมีภิกษุรูปหนึ่งมีนามว่าอุปคุตตเถร จักได้ทรมานพระยามารให้เสียพยศอันร้ายพ่ายแพ้อานุภาพ แล้วจะกล่าวปฏิญาณปรารถนาซึ่งพุทธภูมิ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ทราบพุทธพยากรณ์บ้างหรือไฉน หรือหลงลืมไปจงระลึกดูเถิด

พระอุปคุต (Upagupta) บ้างก็เรียกพระบัวเข็ม เป็นพระภิกษุองค์สำคัญองค์หนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้ปกป้องเภทภัยในงานฉลองสถูปเจดีย์ โดยทั่วไป ท่านมีพระพักตร์แหงนขึ้นมองฟ้าทางขวาหรือซ้ายก็ได้ แต่นิยมขวา เพราะพระอุปคุต คือ พระอรหันต์ที่จำพรรษาใต้สะดือมหาสมุทร ที่ชื่ออุปคุต แปลว่า ผู้คุ้มครองรักษา

พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้สดับก็ชื่นชมยินดี จึงบังคับให้พระภิกษุสองรูปซึ่งได้อภิญญาสมาบัติว่า ท่านจงไปพาอุปคุตตเถรตามถ้อยคำแห่งสงฆ์ให้หามาสู่ที่สงฆสมาคม พระภิกษุทั้งสองกระทำฤทธิ์ชำแรกพื้นปฐพีลงไปผุดขึ้นที่ปราสาทในมหาสมุทร แล้วบอกแก่พระอุปคุตต์ตามข่าวสาสน์แห่งสงฆ์ให้หาไปสู่ที่ประชุม พระอุปคุตต์ก็ออกจากสมาบัติแล้วกล่าวโดยอาการอันเคารพในสงฆ์ว่า "ดูกรอาวุโส ท่านจงไปก่อนเถิด อาตมะจะตามไปในภายหลัง"

เมื่อส่งภิกษุทั้งสองไปก่อนแล้ว ผู้เป็นเจ้าก็ไปด้วยอิทธิฤทธิ์อันรวดเร็วยิ่งนัก ไปถึงที่สงฆ์สันนิบาตก่อนภิกษุทั้งสอง ถวายนมัสการพระผู้เป็นเจ้าแล้ว นั่งเหนืออาสน์อันสมควรแก่ตน แลภิกษุทูตทั้งสองนั้นมาถึงภายหลัง เห็นพระภิกษุอุปคุตต์มานั่งอยู่ก่อนแล้วก็บังเกิดพิศวง จึงกล่าวว่าผู้เป็นเจ้าให้ข้าพเจ้ามาก่อน ว่าอาตมะจะมาหาภายหลัง บัดนี้กลับมานั่งอยู่ก่อนอีกเล่า แลพระผู้เป็นเจ้ามีมหิทธิฤทธิ์ยิ่งนัก

ลำดับนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระหฤทัยปรารถนาจะกระทำสักการบูชาแก่พระมหาสถูป สถิตแทบฝั่งแม่น้ำคงคา เสด็จมาสู่ลานพระมหาเจดีย์ พร้อมด้วยอเนกนานาสรรพดุริยางคดนตรีแตรสังข์ดังสนั่น ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้โชตนาการสว่างไปด้วยประทีปอเนกอนันต์จะนับบมิได้ แลพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเป็นอันมากก็มาสโมสรสันนิบาตพร้อมกันในที่นั้น เพื่อจะถวายวันทนาพระมหาเจดียฐาน

ทันทีที่งานเริ่ม พระยามารก็มา มุ่งหมายจะดับประทีปที่จุดบูชาพระมหาเจดีย์ พระอุปคุตต์ก็ใช้ฤทธิ์เข้าต่อสู้โรมรัน ชนะแล้วก็เกรงว่า หากปล่อยไปพระยามารก็อาจจะราวีงานสมโภชอีก จึงทำให้ได้อาย ด้วยการนำซากสุนัขเน่าผูกไว้กับคอมาร ใครๆ ก็ช่วยนำออกไม่ได้ ต้องกลับมาขอให้พระเถระช่วย แต่ท่านก็ยังไม่ไว้ใจ ผูกมารไว้กับภูเขาอีก มารแค้นใจมาก เพราะพระศาสดายังไม่เคยทำ แต่พระสาวกทำกับตนเช่นนี้ จึงสำนักรักพระพุทธเจ้าแล้วกล่าววาจาปรารถนาพุทธภูมิ พระอุปคุตต์ได้ฟังแล้วต้องรีบปล่อยมาร และขอให้พระยามารเนรมิตพระพุทธเจ้าและพระมหาสาวกให้ดูชม พระยามารกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เบื้องว่าข้าพเจ้าจะนฤมิตกายเป็นองค์พระชินสีห์ให้เห็นประจักษ์แล้ว พระผู้เป็นเจ้าจงอย่าได้ถวายนมัสการข้าพเจ้า พระมหาเถรก็รับคำพระยามาร

ลำดับนั้น พระยามารก็นฤมิตกายเป็นองค์พระสัพพัญูเจ้าประดับด้วยพระทวัตติงสมหาปุริสลักษณะ แลพระอสีตยานุพยัญชนะพิจิตโสภิตโอภาสด้วยพยามประภาฉัพพิธพรรณรังสี มีทั้งคู่พระอัครสาวกสถิตในทิศเบื้องซ้ายขวา แวดล้อมด้วยพระอสีติมหาสาวกเป็นปริวาร สำแดงให้ปรากฏแก่มหาชนสันนิบาตทั้งปวง

แลคำเกจิอาจารย์บางองค์ก็กล่าวว่า พระเจ้าธรรมาโศกราชกับหมู่อมาตย์แลราชบรรษัทก็มาทัศนาการอยู่ ณ ที่นั้นคอยแลดู พระอุปคุตเถรเมื่อได้ทัศนาพระพุทธสริรรูปกายกับทั้งมหาสาวกบริวารทั้งหลายปรากฏดังนี้ ก็บังเกิดโลมชาติชูชันด้วยอจลปสาทศรัทธาลืมวาจาปฏิญาณแห่งพระยามารอันว่าไว้ ก็ถวายนมัสการพระพุทธสริรรูปด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แลมหาชนนิกรทั้งหลาย มีสมเด็จพระบรมกษัตริย์เป็นประธาน ก็กระทำนมัสการสักการบูชาทั้งสิ้นด้วยกัน ขณะนั้นพระยามารก็ยังสริรรูปกาย แลสาวกทั้งหลายให้อันตรธานกลับกลายเป็นรูปพระยามาร มาสถิตอยู่ในที่ประชุมบรรษัท มีพระบรมกษัตริย์เป็นประธาน จึงกล่าวแก่พระมหาเถรว่า ไฉนพระผู้เป็นเจ้าจึงวันทนา ข้าพเจ้าก็ได้สัญญาไว้แล้ว พระมหาเถรกล่าวว่า ดูกรพระยามาร อาตมะบมิได้นมัสการซึ่งท่าน แต่อาตมะกระทำอภิวันทนาการสริรรูปพระบรมครูกับทั้งหมู่พระมหาสาวกทั้งปวง

จำเดิมแต่นั้นมา พระยามารก็มีจิตอ่อนน้อมในพระพุทธศาสนา บมิได้หยาบช้าเหมือนดุจก่อน พระมหาเถรจึงกล่าวแก่พระยามารว่า ท่านจงไปโดยควรแก่สุขเถิด พระยามารก็ถวายนมัสการลานิวัตนาการสู่สกลสถานเทวพิภพแห่งตน

— — ที่มา: ปฐมสมโพธิกถา ปริจเฉทที่ ๒๘ มารพันธปริวรรต นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ข้ออธิกรณ์ว่าด้วยพระอานนท์ไม่เข้าใจในนิมิตโอภาส

มีข้ออธิกรณ์ชวนให้สงสัยอยู่ว่าเหตุไฉนพระอานนท์จึงไม่ทูลอาราธนาให้พระศาสดาทรงพระชนม์อยู่อีกสืบไปตลอดหนึ่งกัป ทั้งๆ ที่องค์พระตถาคตเจ้า ได้ทำนิมิตโอภาสถึง ๑๖ ครั้ง ใน ๑๖ ตำบล อรรถาจารย์ทั้งหลายบ้างก็ว่า เหตุมารเข้าครอบงำหฤทัยพระอานนท์จึงมิอาจที่จะทูลอาราธนาได้ บ้างก็ว่าเหตุเพราะพระอานนท์มีปริวิตกที่พระพุทธองค์ทรงอาพาธหนัก จึงไม่เฉลียวในนิมิตโอภาสที่พระพุทธองค์ทรงแสดง บ้างก็กล่าวโทษพระอานนท์ว่าเป็นความผิดท่านสถานเดียว ที่ไม่กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ ดำรงขันธ์อยู่ตลอดหนึ่งกัป...ฯลฯ อย่างไรก็ตาม อรรถาจารย์บางท่านก็ได้แจกแจงมูลเหตุพอได้แย้งข้ออธิกรณ์เบื้องต้นแล้ว ขอยกอรรถกถาบรรยายดังกล่าวมาพอสังเขป ให้ได้พิจารณา ดังนี้

ก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ทรงเลือก ๕ อย่าง

ครั้งสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ของพวกเรานี้ เป็นสุเมธดาบส ทรงมีบารมีญาณพร้อมบรรลุพระอรหัตเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีปังกรแล้ว แต่ทรงสละโอกาสนั้นเพื่อจะเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเองในอนาคต และทรงได้รับพุทธพยากรณ์ว่าความปรารถนานั้นจักสำเร็จ เมื่อล่วงไป ๔ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป

(ตามอรรถกถา) ย้อนกลับไปเมื่อ ๔ อสงไขยกับอีก ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป กาลครัั้งนั้น (ในภาพ) สุเมธดาบส ได้อธิษฐานปรารถนาอันยิ่งใหญ่ แล้วนอนทอดกายให้พระทีปังกรพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันตสาวก เหยียบดำเนินข้ามเลนตม ลำดับนั้นจึงได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า พระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า

จากนั้นเป็นต้นมา ก็ทรงบำเพ็ญบารมี ๓ ระดับ คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเรียกว่า สมดึงสบารมี (บารมี ๓๐ ถ้วน) พร้อมด้วยบำเพ็ญมหาบริจาค ๕ คือ การสละทานอย่างใหญ่ ได้แก่ สละทรัพย์ ๑ สละอวัยวะ ๑ สละชีวิต ๑ สละลูก ๑ สละเมีย ๑ (จัดอยู่ในทานบารมีทั้ง ๓ ระดับนั่นแหละ)

ท่านอ้างตามคัมภีร์ชินมหานิทานว่า พระพุทธเจ้าของพวกเราได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ เริ่มแต่พระพุทธเจ้าทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ ในระหว่างนั้นทรงเกิดเป็นอัตภาพต่างๆ และได้บำเพ็ญบารมี ๓ ระดับครบบริบูรณ์ในสมัยเป็นพระเวสสันดร ทรงจุติจากความเป็นราชาแล้วเกิดในดุสิตเทวโลก รอคอยเวลาตรัสรู้

ก่อนพระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้หนึ่งแสนปี พวกสุทธาวาสพรหมได้ลงมาบอกหมู่มนุษย์ว่าอีกแสนปีจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ หากต้องการพบพระองค์ก็อย่าละเมิดศีล ๕ จงบำเพ็ญทานศีล ภาวนา ซึ่งพวกเทพและมนุษย์ตื่นเต้นกันมาก เรียกว่าเกิดพุทธโกลาหล แล้วเทวดาและพรหมก็ประชุมกันเพื่อสืบหาว่าผู้ใดจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็พบว่าสันตุสิตเทวราชในสวรรค์ชั้นดุสิต คือพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันเข้าเฝูากราบทูลให้เสด็จจุติไปอุบัติในพระครรภ์พระมารดา

(ตามนัยอรรถกถา) พระโพธิสัตว์สันตดุสิต ประทับ ณ ทิพยอาสน์ ในอากัปกิริยาตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการ เพื่อตรวจดูความเหมาะสม ตามคำทูลเชิญปวงเทพยดาที่เสด็จมาชุมนุม ณ ที่นั้น

ในลำดับนั้น สมเด็จพระมหาสัตว์ยังมิได้รับปฏิญาณแก่เทพยนิกรอันมาทูลอาราธนา ทรงพิจารณาดูซึ่งปัญจมหาวิโลกนะทั้ง ๕ ประการ ด้วยสามารถทรงกำหนดซึ่งกาล แลทวีป แลประเทศ และตระกูลกับทั้งพระมารดา

แลพิจารณาดูซึ่งกาลทั้งนั้นเป็นปฐมว่า กาลเมื่ออายุแห่งสัตว์ในมนุษยโลกเจริญมากขึ้นไปกว่าแสนปีก็ใช่กาลที่พระสัพพัญญูจะบังเกิดในโลกเหตุฤา? เหตุว่า สัตว์ทั้งหลายจะมิได้รู้ซึ่งชาติ ชรา มรณะ มากไปด้วยความประมาทในสันดาน เบื้องว่าพระศาสดาจารย์จะตรัสเทศนาซึ่งพระไตรลักษณ์ก็จะไม่สำคัญสัญญาที่จะสดับจักมิได้เชื่อฟัง อภิสมัยมรรคผลก็จักมิได้บังเกิด พระพุทธศาสนาก็จะมิได้เป็นนิยานิกธรรม เหตุดังนั้นจึงใช่กาลที่พระพุทธเจ้าจะบังเกิดในโลก ประการหนึ่ง กาลเมื่ออายุสัตว์ลดถอยน้อยลงไปกว่า ๑๐๐ ปี ก็ใช่กาลที่พระสัพพัญํูจะบังเกิดในโลก เหตุฤา? เหตุว่าสัตว์ทั้งหลายในกาลนั้นมีสันดานหนาไปด้วยกิเลส จะมิได้ตั้งอยู่ในพุทธานุศาสนกถา ครุวนาดุจเอาท่อนไม้ขีดลงในน้ำพลันที่จะอันตรธานมิได้ปรากฏ เหตุดังนั้นใช่กาลที่พระสุคตจะบังเกิดในโลก แลกาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งอยู่จำเดิมแต่แสนปีลงมาตราบเท่ากำหนด ๑๐๐ ปี จะมีสันดานสดับรับรสพระสัทธรรมควรแก่กาลที่พระสัพพัญํูจะบังเกิดในโลก เมื่อพระมหาสัตว์ทรงพิจารณาเห็นอายุสัตว์ในกาลนั้นตั้งอยู่ ๑๐๐ ปีเป็นกำหนดเห็นสมควรที่จะจุติลงไปบังเกิด

แล้วทรงพิจารณาดูซึ่งทวีปทั้ง ๔ เห็นทวีปทั้ง ๓ มิได้เป็นที่บังเกิดแห่งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดแต่ในชมพูทวีปอันเดียวทุกๆ พระองค์

แล้วทรงพิจารณาซึ่งประเทศสืบต่อไป เห็นในมัชฉิมประเทศเป็นที่บังเกิดแห่งพระอริยเจ้าทั้งปวง มีพระสัพพัญํูพุทธเจ้าเป็นอาทิ อนึ่ง สมเด็จบรมจักรพรรดิแลกษัตริย์พราหมณ์คหบดีมหาศาล มเหสักข์ที่มีบุญมาก ก็ล้วนบังเกิดแต่ในมัชฌิมประเทศนั้นทั้งสิ้น จะได้บังเกิดในประจันตประเทศทั้งปวงนั้นหามิได้ และกรุงกบิลพัสดุ์ประดิษฐานอยู่ในที่ภูมิภาคแห่งมัชฌิมประเทศ ควรที่อาตมาจะบังเกิดในพระนครนั้น

แล้วทรงพิจารณาดูซึ่งตระกูลสืบไปว่า ธรรมดาพระสัพพัญํูเจ้า จะได้บังเกิดในตระกูลเศรษฐี คหบดีแลพ่อค้าพ่อครัวนั้นหามิได้ ย่อมบังเกิดในตระกูลทั้งสองคือ ขัตติยตระกูล ๑ แลพราหมณตระกูล ๑ อันโลกสมมตินับถือว่าประเสริฐ กาลบัดนี้โลกสมมติว่าตระกูลกษัตริย์ประเสริฐกว่าตระกูลพราหมณ์ ควรที่อาตมะจะบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ แลสมเด็จพระเจ้าสิริสุทโธทนมหาราชนั้นจะเป๐นบิดาแห่งอาตมา

แล้วทรงพิจารณาดูซึ่งพระชนนีสืบไปว่า ธรรมดาพุทธมารดาซึ่งจะเป็นสตรีมีสันดานอันต่ำช้าชาติโลเลต่างๆ มีเป็นนักเลงสุราเป็นอาทินั้นหามิได้ ย่อมบำเพ็ญพระบารมีมาถึงแสนกัปบริบูรณ์ จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์มิได้ด่างพร้อยเป็นนิจกาล ทอดพระเนตรเห็นพระสิริมหามายาราชเทวี พระอัครมเหสีกรุงสิริสุทโธทนมหาราช มีพระบารมีครบแสนกัปบริบูรณ์แล้ว ทรงรักษาเบญจศีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์ พระราชเทวีองค์นี้จะเป็นพระมารดาแห่งอาตมา

เมื่อทรงพิจารณาซึ่งปัญจมหาวิโลกนะทั้ง ๕ บริบูรณ์แล้วก็กระทำสงเคราะห์แก่เทพยดาทั้งปวง โปรดประทานปฏิญาณว่า ดูกรท่านทั้งหลายผู้นฤทุกข์ กาลนี้ควรที่อาตมาจะจุติลงไปบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูโปรดสัตวโลกทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงกลับไปสู่นิวาสฐานแห่งตนๆ เถิด

เมื่อส่งเทพยเจ้าทั้งหลายไปสิ้นแล้ว ก็เสด็จแวดล้อมด้วยเทพยบริวารไปสู่ทิพยนันทวันอุทยาน อันมีในดุสิตเทวโลก เสด็จเที่ยวประพาสชมซึ่งทิพยพฤกษชาติมีพรรณต่างๆ เทพยบริวารทั้งหลายกราบทูลตักเตือนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นฤทุกข์ ขออัญเชิญเสด็จพระองค์จงจุติจากดุสิตเทวโลกนี้เถิด จงไปบังเกิดในมนุษย์สุคติจะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูโปรดสัตวโลก แล้วก็ทูลสรรเสริญสรรพกุศลซึ่งทรงบำเพ็ญสั่งสมมาแต่ก่อน สมเด็จพระมหาสัตว์ก็จุติในทิพยอุทยานนั้น ลงมาสู่ปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระสิริมหามายาราชเทวี พระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธทนมหาราชกรุงกบิลพัสดุ์ เหตุดังนั้น พระคันถรจนาจารย์จึงกล่าวนิคมคาถาในที่สุดปริเฉทว่า กตญฺชลีหิ เทวหิ เป็นอาทิ อรรถาธิบายความก็ซ้ำเหมือนนัยถวายวิสัชนามาแล้วแต่หลังฯ

— — ที่มา: ปฐมสมโพธิกถา ปริจเฉทที่ ๒ ดุสิตปริวรรต นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

กฏพระไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะเครื่องหมาย ๓ ประการ คำว่าลักษณ์ ก็คือเครื่องหมาย และคำว่าไตร ก็คือ ๓ ดังนั้นไตรลักษณะ ก็คือลักษณะ ๓ ประการ นั้นเอง อธิบายได้ดังนี้

  • ๑) อนิจจัง (อนิจจลักษณะ) คือ ลักษณะที่ไม่เที่ยง เครื่องหมายที่ไม่เที่ยง คือ เปลี่ยนแปลง ปรวนแปร เปลี่ยนแปลงไป
  • ๒) ทุกขัง (ทุกขลักษณะ) คือ เครื่องหมายความเป็นทุกข์ คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทุกข์ในที่นี้หมายถึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทนในคุณลักษณะคุณสมบัติเดิมไม่ได้
  • ๓) อนัตตา (อนัตตลักษณะ) คือ เครื่องหมายที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีความเป็นตัวตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล

กล่าวคือ เหตุที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร และเสด็จดับขันธปรินิพพาน นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงอยู่ใต้กฏพระไตรลักษณ์ นั้นเอง

  • ที่มา :
    • ลานธรรมจักร ธรรมะออนไลน์
    • พระอานนท์พุทธอนุชา โดย อ.วศิน อินทสระ
      พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖, หน้า ๒๗๘ - ๒๘๙
    • มหาปรินิพพานสูตร (www.84000.org)

พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ ที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงพบ

พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์นี้ ๒๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าที่พระโคดมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ได้ทรงพบและพระโคดมพุทธเจ้าทรงได้รับพยากรณ์ว่า จะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นิยมนับรวมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเข้ารวมด้วยเรียกว่า "พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์" นับแต่พระองค์แรกจนถึงพระโคดมพุทธเจ้า มีดังนี้

๑. พระทีปังกร
๒. พระโกณฑัญญะ
๓. พระสุมัคละ
๔. พระสุมนะ
๕. พระเรวตะ
๖. พระโสภิตะ
๗. พระอโนมทัสสี
๘. พระปทุมะ
๙. พระนารทะ
๑๐. พระปทุมุตตระ
๑๑. พระสุเมธะ
๑๒. พระสุชาตะ
๑๓. พระปิยทัสสี
๑๔. พระอัตถทัสสี
๑๕. พระธรรมทัสสี
๑๖. พระสิทธัตถะ
๑๗. พระติสสะ
๑๘. พระปุสสะ
๑๙. พระวิปัสสี
๒๐. พระสิขี
๒๑. พระเวสสภู
๒๒. พระกกุสันธะ
๒๓. พระโกนาคมนะ
๒๔. พระกัสสปะ
๒๕. พระโคตมะ (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)

— — ที่มา: ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดย ภัทรวรรณ วันทนชัยสุข


พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา

ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาแสดงย้อนหลังพระนามของพระพุทธเจ้ารวมกัน ถึง ๒๘ พระองค์ ซึ่งมักอ้างในบทสวดหรือในการประกอบพิธีหลายอย่าง มีดังนี้

๑. พระตัณหังกร
๒. พระเมธังกร
๓. พระสรณังกร
๔. พระทีปังกร

(รวม ๔ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๕. พระโกณฑัญญะ (เพียงพระองค์เดียวอุบัติในกัปหนึ่ง)

๖. พระสุมังคละ
๗. พระสุมนะ
๘. พระเรวตะ
๙. พระโสภิตะ

(รวม ๔ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๑๐. พระอโนมทัสสี
๑๑. พระปทุมะ
๑๒. พระนารทะ

(รวม ๓ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๑๓. พระปทุมุตตระ (เพียงพระองค์เดียวอุบัติในกัปหนึ่ง)

๑๔. พระสุเมธะ
๑๕. พระสุชาตะ

(รวม ๒ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๑๖. พระปิยทัสสี
๑๗. พระอัตถทัสสี
๑๘. พระธรรมทัสสี

(รวม ๓ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๑๙. พระสิทธัตถะ (เพียงพระองค์เดียวอุบัติในกัปหนึ่ง)

๒๐. พระติสสะ
๒๑. พระปุสสะ

(รวม ๒ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๒๒. พระวิปัสสี (เพียงพระองค์เดียวอุบัติในกัปหนึ่ง)

๒๓. พระสิขี
๒๔. พระเวสสภู

(รวม ๒ พระองค์อุบัติในกัปหนึ่ง)

๒๕. พระกกุสันธะ
๒๖. พระโกนาคมนะ
๒๗. พระกัสสปะ
๒๘. พระโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)

(รวม ๔ พระองค์อุบัติแล้วในกัปนี้)

อนึ่ง ในกัปนี้เอง จักอุบัติขึ้นในอนาคตอีกหนึ่งพระองค์ คือพระเมตเตยยะ หรือพระศรีอารยเมตไตรย แต่มักเรียกกันว่าพระศรีอารย์ ซึ่งจะอุบัติขึ้นหลังจากสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันแล้ว ในกาลนั้นมนุษย์มีอายุยืน ๘๐,๐๐๐ ปี

จะเห็นได้ว่าใน ๑๑ กัปที่ผ่านมาไม่มีกัปใดที่มีพระพุทธเจ้าเกิน ๔ พระองค์ แต่ในกัปปัจจุบันนี้ (คือกัปที่ ๑๒ นับจากพระพุทธเจ้าองค์แรก คือพระตัณหังกร ) จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นถึง ๕ พระองค์รวมทั้งพระศรีอารย์ จึงเรียกว่าภัททกัป หรือภัทรกัป แปลว่ากัปเจริญ

หมายเหตุ ตามอรรถกถาบรรยาย เช่น พุทธปกิรณกกัณฑ์ พระนามของพระพุทธเจ้าบางพระองค์จะเหมือนกัน แต่ต่างกันโดยกัปที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนั้นเอง


พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ อุบัติในภัททกัปนี้

นิยามความหมายของคำว่ากัป

คำว่ากัป หมายถึง ระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกินที่กำหนดว่าโลก คือสกลจักวาฬ ประลัยครั้งหนึ่ง คือ กำหนดอายุของโลก ท่านให้เข้าใจด้วยอุปามาว่าเปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูงด้านละ ๑ โยชน์ (๔๐๐ เส้นหรือประมาณ ๑๖ กิโลเมตร) ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวกว่านั้น

กัปปัจจุบันนี้เรียกว่าภัททกัป หรือภัทรกัป แปลว่ากัปเจริญ เพราะในภัททกัปจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นถึง ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑ พระโคดม ๑ (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) และพระศรีอริยเมตไตรย ๑

ตำนาน พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์

ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก ๒ ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อจำนวน ๕ ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่าวัดพระเกิด ) แม่กาเผือกคอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี

ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือกได้ออกไปหากินถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดหากินอาหาร ชื่นชมธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือกหาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ (สถานที่นั้นต่อมาจึงได้ชื่อว่าเวียงกาหลง ) แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง

พอรุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถานที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า ด้วยความโศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจไปอย่างน่าสงสาร ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือกเป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดนพรหมโลกชั้นสุธาวาส มีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์งดงามตระการตา ได้พระนามชื่อว่าฆติกามหาพรหม จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ ดังนี้

พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นถึง ๕ พระองค์ในภัททกัปนี้ คือ พระกกุสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑ พระโคดม ๑ (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) และพระศรีอริยเมตไตรย ๑

ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา

ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงามทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บดูแลรักษา

พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิดที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์ ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียงใด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์์เจตนาที่เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูก จึงได้ อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความอนุโมทนา

ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร แม่เลี้ยงทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยงไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าโปรดโลกแล้ว ตามลำดับพระนามดังนี้

องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่

องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค

องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า

องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค

องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นราชสีห์

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหารผลไม้ ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และบำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาษีทั้ง ๕ ได้ มาพบกัน ณ ที่นี้ โดยไม่ได้นัดหมายรู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้แต่ว่า แต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริงอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้งสัจจะอธิษฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจสัจจะอธิษฐาน ธรรมอันบริสุทธิ์ของฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหม ซึ่งเป็นแม่กาเผือกตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงามยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕

ฝ่ายฤาษีทั้ง ๕ ก็รู้ด้วยญาณทัศนะทันทีว่า นี่แหละ เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนองจนมืดค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัด ไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัยอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลกชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิการมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด

เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึกในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบารมีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกา สัญญาลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (เกิดเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก คือประเพณีลอยกระทง ในปัจจุบัน) เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหม ประทานสัญลักษณ์ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง ๕ แล้วก็ลาลูกกลับเทวสถานวิมานของตนบนพรหมโลกตามเดิม

ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชาพระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลานานหลายปี ครั้นชีวีฤาษีทั้ง ๕ ถึงกาลดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์เทพพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ แล้วก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือบาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ในชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง ๔ พระองค์ ตามลำดับ ดังนี้

๑. พระกกุสันโธพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๔๐,๐๐๐ พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะ เป็นราชธานี พระสรีระสูง ๔๐ ศอก หรือ ๒๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑๐ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ๑๐ โยชน์ (๑๖๐ กิโลเมตร)

๒. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๓๐,๐๐๐ พรรษา มีโสภวตีนคร ของพระเจ้าโสภะ เป็นราชธานี พระสรีระสูง ๓๐ ศอก หรือ ๑๕ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

๓. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๒๐,๐๐๐ พรรษา มีพาราณสีนคร ของพระเจ้ากิงกิ เป็นราชธานี พระสรีระสูง ๒๐ ศอก หรือ ๑๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

๔. พระศากยมุนีโคตโมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๔ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก ๒๔ พระองค์ เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐ พรรษา มีกบิลพัสดุ์นคร ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นราชธานี พระสรีระสูง ๔ ศอก หรือ ๒ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๖ ปี พุทธรังสีสร้านไปข้างละ ๑ วา เป็นปกติ

ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ ๕ อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือก ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต (ในกัปปัจจุบันนี้) คือ

๕. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๑๖ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๔๗๗,๐๒๙ พระองค์ เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐,๐๐๐ พรรษา พระสรีระสูง ๘๐ ศอก หรือ ๔๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล (ยังกำหนดระยะไม่ได้)

ในกัปปัจจุบันนี้ชื่อว่าภัททกัป เป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของ บทนมัสการว่า "นโม พุทธาย" แปลตามศัพท์ว่า "นอบน้อมแต่พระพุทธเจ้า" เป็นคำกลาง ๆ แต่ก็นับถือกันว่าเป็นบทไหว้พระพุทธเจ้า ๕ ประองค์ น่าจะเพราะนับได้ ๕ อักษร ตามพระนามของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์นั้น ได้แก่ นะ คือ พระกกุสันโธ, โม คือ พระโกนาคมโน, พุท คือ พระกัสสโป, ธา คือ พระโคตโม และ ยะ คือ พระศรีอาริยเมตไตรโย จนเป็นคาถาที่ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระอชิตะได้รับพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าเมตไตรย

พระนางมหาปชาบดี ทรงถวายผ้าสาฎก (ผ้าสำหรับใช้นุ่งห่ม) ๒ ผืน เจาะจงต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงปฏิเสธ แต่ให้ถวายแด่สงฆ์เพื่อให้ได้รับอานิสงส์ที่มากกว่า แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพระอรหันต์สาวกรูปใดจะรับไว้ ผ้าทออันประณีตคู่นั้นได้ตกอยู่กับพระอชิตะ ที่เป็นพระบวชใหม่ พระนางมหาปชาบดีทรงเสียพระทัยอย่างมาก พระพุทธองค์ทรงแก้ไขให้พระนางคลายโทมนัส โดยอธิษฐานบาตรให้หายไปในอากาศ ไม่มีสาวกอรหันต์รูปใดนำกลับมาได้ เว้นแต่พระอชิตะที่เพิ่งบวชใหม่รูปนั้น ซึ่งมีพุทธพยากรณ์ภายหลังว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปในภัทรกัปป์นี้ พระนางจึงปีติปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก

พระอชิตะ เป็นพระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู กับพระอัครมเหสีกาญจนา ท่านบวชแล้วได้ติดตามพระพุทธเจ้ามายังกรุงกบิลพัสดุ์ คราเสด็จมาครั้งแรกนั้นพระมหาปชาบดีโคตมี ไม่ได้ถวายสิ่งใดเป็นพิเศษแด่พระพุทธเจ้า คราวนี้จึงตั้งพระทัยจะถวายผ้าสาฎก เนื้อดี เพื่อให้ทรงทำเป็นจีวรทรง

พระนางทรงวางแผนผลิตผ้าอย่างละเอียด เริ่มแต่เพาะเมล็ดฝ้ายในอ่างทอง เก็บ ดีด ปั่น เพื่อให้ได้เส้นด้ายพระองค์เองทั้งหมด แล้วจ้างช่างหูกฝีมือเลิศทอเป็นผ้าเนื้อดี สัมผัสนุ่มนวล เสร็จแล้วทรงใส่ผอบแก้วเจือของหอม นำไปทูลถวายในพระนิโครธาราม

พระศาสดาทรงต้องการอนุเคราะห์ให้พระนางได้กุศลมาก และสงฆ์รุ่นต่อไปจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย ๔ จึงตรัสให้ถวายแก่สงฆ์ ถวายเป็นสังฆทาน ยังความผิดหวังให้เกิดแก่พระนางมาก เพื่อบรรเทาความเสียพระทัยนั้น จึงตรัสพระธรรมเทศนาทักขิณาภิวังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกชนิดของทานว่า หากถวายทานเจาะจงผู้รับก็จะได้อานิสงส์น้อย หากถวายเป็นสังฆทานก็จะได้อานิสงส์มาก ทั้งไม่ต้องกังวลว่าจะได้ผู้รับทุศีล เพราะสงฆ์ไม่มีทุศีล

พระนางทรงสดับแล้ว น้อมผ้าเข้าไปถวายพระสารีบุตร แต่ท่านไม่รับ ถวายแก่พระโมคคัลลานะ ท่านก็ไม่รับ แม้พระผู้ใหญ่อื่นๆ ก็ไม่รับ พอถึงพระบวชใหม่คือพระอชิตะ ท่านก็รับ ทำให้พระนางเสียพระทัยอีกครั้ง

พระศาสดาทรงต้องการให้พระมาตุจฉาเกิดศรัทธาพระอชิตะ จึงทรงโยนบาตรหายไปในอากาศ พระอสีติมหาสาวกกราบทูลขออนุญาตตามหาบาตร แต่ไม่มีใครได้บาตรมา พระอชิตะจึงกระทำสัตยาธิษฐานว่า หากตนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็ขอให้บาตรนั้นมาปรากฏในมือ ทันทีที่อธิษฐานจบ บาตรก็มาปราฏในมือ ยังความปลื้มปีติให้เกิดแก่พระมาตุจฉา

พระอชิตะนำผ้าสาฎกคู่ใหม่ที่ได้รับ ผืนหนึ่งผูกเป็นเพดาน ผืนหนึ่งฉีกทำม่านไว้ภายในพระคันธกุฎีที่ประทับของพระศาสดา แล้วเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิ พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วตรัสพยากรณ์ให้พระอานนท์ฟังว่าความปรารถนาของอชิตภิกษุจักสำเร็จในกาลที่มนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี

— — ที่มา: ปฐมสมโพธิกถา ปริจเฉทที่ ๒๐ เมตไตรยพยากรณปริวรรต นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส


กาลเวลา สงไขย อสงไขย มหากัปป์

นิยามและความเป็นมา

เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ และพระโพธิสัตว์ ก็ควรกล่าวถึงเรื่องกาลเวลา กัปหรือกัลป์ เพราะพระโพธิสัตว์ ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาถึง ๒๐ อสงไขย์ หนึ่งแสนมหากัป จำเดิมแต่ดำริเป็นพระพุทธเจ้า จนถึง ๔ อสงไขย หนึ่งแสนมหากัปสุดท้ายที่เป็นสุเมธดาบส ความคิดในเรื่องกาลเวลาของโลกได้มีกล่าวในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นแรกก็มี ชั้นหลังก็มี ซึ่งความคิดในเรื่องวิธีหมายรู้ในเรื่องกาลเวลานี้น่าจะสรุปได้เป็น ๒ วีธี คือ

๑. นับด้วยจำนวนสังขยา หรือนับด้วยตัวเลข เช่น ๑..๒..๓…

๒. กำหนดด้วยอุปมา หรือด้วยเครื่องกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อมากเกินไปที่จะนับด้วยสังขยาหรือตัวเลข

การกำหนดดังกล่าวดังวิธีที่ ๒ นี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า กัป หรือ กัปปะ ในภาษามคธ หรือ กัลป์ ในภาษาสันสกฤต เพราะคำนี้แปลอย่างหนึ่งว่า กำหนด หรือ สมควร ดังนั้นในความหมายนี้ กัป หรือ กัลป์ คือ กำหนดอายุของโลก หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่กำเนิดของโลกจนโลกสลาย ซึ่งกัปหรือกัลป์ที่ยาวจนนับจำนวนไม่ได้นี้เรียกว่า มหากัป และอายุของกัปแต่ละกัปที่ล่วงไปจนนับไม่ได้ว่าเวลาล่วงเลยมาแล้วกี่กัปนี้รวมเรียกกัปที่นับไม่ได้นั้นว่า อสงไขย ซึ่งแปลว่า นับไม่ถ้วน

เรื่องอสงไขย

กาลเวลาที่เรียกว่าอสงไขย แปลว่านับไม่ได้ คือ ไม่สามารถที่จะนับเวลานั้นออกมาเป็นจำนวนกี่เดือน กี่ปี จึงจะเรียกได้ว่าอสงไขย โดยได้มีคำอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า

ฝนตกใหญ่มโหฬารทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลานานถึง ๓ ปีติดต่อกันมิได้หยุด มิได้ขาดสายเม็ดฝนจนน้ำฝนเจิ่งนองท่วมท้นเต็มขอบเขาจักรวาล อันมีระดับความสูงได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ และถ้าสามารถนับเม็ดฝน และหยาดแห่งเม็ดฝน ที่กระจายเป็นฟองฝอยใหญ่น้อย ในขณะที่ฝนตกใหญ่ ๓ ปีติดต่อกันนั้น นับได้จำนวนเท่าใด อสงไขยหนึ่งเป็นจำนวนปีเท่ากับเม็ดฝนและหยาดแห่งเม็ดฝนที่นับได้นั้น

เรื่องมหากัป

กาลเวลาที่เรียกว่ามหากัป คือ ไม่สามารถที่จะนับเวลานั้นออกมาเป็นจำนวนกี่เดือน กี่ปี โดยได้มีคำอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า

มีกล่องแก้วอยู่กล่องหนึ่ง มีความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความลึกประมาณ ๑ โยชน์ ซึ่ง ๑ โยชน์ ยาวเท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร และพอถึงกำหนด ๑๐๐ ปี ปรากฏว่ามีเทพยดาองค์หนึ่ง นำเมล็ดถั่วเขียวมาหยอดวางลงในกล่องแก้วนี้หนึ่งเมล็ดแล้วก็กลับไปเสวยทิพยสมบัติอยู่บนสวรรค์อีก ๑๐๐ ปี และเมื่อครบกำหนด ๑๐๐ ปีนั้นก็กลับลงมาเพื่อวางเมล็ดถั่วเขียวลงในกล่องแก้วนั้นอีกหนึ่งเมล็ด เวียนไปมาอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบจนเมื่อสามารถวางเมล็ดถั่วเขียวให้เต็มกล่องแก้วนั้นแล้ว ใช้เวลาในการวางเมล็ดถั่วเขียวจนกว่าจะเต็มนั้นนานเท่าใดนั่นจึงเป็นเวลาเท่ากับหนึ่งมหากัป

อันตรกัป

เวลาที่เรียกว่าอันตรกัป นี้ เป็นเวลาที่ใช้เรียกอายุของมนุษย์ในหนึ่งรอบอสงไขยปี ซึ่งพอจะอธิบายได้ดังนี้คือ

เมื่อเริ่มแรกกาลนานนั้น อายุของมนุษย์บนโลกนี้มิได้มีอายุเพียงแค่ ๗๐-๘๐ ปีดังที่เข้าใจกัน แต่มนุษย์มีอายุยาวนานนับเป็นอสงไขยปี ซึ่งจำนวนอสงไขยปีนี้นั้น ท่านให้เอาเลข ๑ นำหน้า แล้วนำเลข – 0 – ใส่ตามหลังเลขหนึ่งนั้นจำนวนทั้งสิ้น ๑๔๐ ตัว เช่น ๑,๐๐๐, ๐๐๐,๐๐ ไปเรื่อย ๆ จนครบจำนวนศูนย์ ๑๔๐ ตัว จำนวนเท่าที่ได้นั้นนับเป็นอสงไขยปี

อสงไขยปี เป็นอายุของมนุษย์โดยอนุมานเป็นสมัยเริ่มแรก และอายุที่ยืนยาวมากมายนี้ก็ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย โดยหนึ่งร้อยปีจะลดลงหนึ่งปีเรื่อยมา ดังจะเห็นตัวอย่าง เช่น ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น อายุของมนุษย์มีประมาณ ๑๐๐ ปี (ปัญจมหาวิโลกนะ ได้แก่ การพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ ๕ ประการ หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ที่ทรงเลือกก่อนการเสด็จลงมาตรัสรู้ หนึ่งในประการที่ทรงเลือกคือ อายุของมนุษย์ที่มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี) และตั้งแต่สมัยพุทธกาล ตราบเท่ามาถึงปัจจุบันนี้ ระยะเวลาล่วงมาได้เป็นปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ พรรษา หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ปีล่วงมานี้ หนึ่งร้อยปีลดลงหนึ่งปี จำนวนสองพันห้าร้อยปีก็ลดลงเท่ากับ ๒๕ ปี ในปัจจุบันอายุของมนุษย์จึงเฉลี่ยโดยประมาณที่ ๑๐๐ หักออกเสีย ๒๕ เท่ากับ ๗๕ ปี อายุของมนุษย์จะลดลงจนที่สุดอยู่ที่ ๑๐ ปี และหลังจากนั้นอายุมนุษย์ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยหนึ่งร้อยปีเพิ่มขึ้นหนึ่งปีดังที่ลดลง จนกระทั่งมนุษย์มีอายุยืนนานถึงอสงไขยปี อีกตามเดิม เวลาหนึ่งรอบอสงไขยปีนี้ เรียกว่าเป็นหนึ่งอันตรกัป

อสงไขยกัป

เมื่อนับจำนวนอันตรกัปตามที่กล่าวมาแล้วนั้น จนครบ ๖๔ อันตรกัปแล้ว จึงเรียกว่าเป็น หนึ่งอสงไขย ซึ่งอสงไขยกัปนี้มีอยู่ ๔ ชนิดอสงไขยกัป ดังนี้คือ

  • ๑. สังวัฏฏอสงไขยกัป แปลว่ากัปเสื่อม คือ เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นในขณะที่โลกถูกทำลาย ดังคำว่า สงฺวฏฺฏตีติ สงฺวฏโฏ หมายถึง กัปที่กำลังพินาศอยู่เรียกว่าสังวัฏฏอสงไขยกัป
  • ๒. สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป แปลว่ากัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยกัปเสื่อม คือ เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นเมื่อโลกถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว ดังคำว่า สงฺวฏฺโฎ หุตวา ติฎฺฐตีติ สงฺวฏฺฐายี หมายถึง กัปที่มีแต่ความพินาศตั้งอยู่ เรียกว่าสังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป
  • ๓. วิวัฏฏอสงไขยกัป แปลว่ากัปเจริญ คือ เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นในเวลาที่โลกพัฒนาเข้าสู่ภาวะปกติ ดังคำว่า วิวฏฺฏตีติ วิวฏฏฺโฏ หมายถึง กัปที่กำลังเริ่มเจริญขึ้น เรียกว่าวิวัฏฏอสงไขยกัป
  • ๔. วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป แปลว่ากัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยความเจริญ คือ เป็นอสงไขยกัปที่ปรากฏขึ้น ในเวลาที่โลกเจริญขึ้นพัฒนาเรียบร้อยเป็นปกติตามเดิมแล้ว ดังคำว่า วิวฏฺโฏ หุตฺวา ติฎฺฐตีติ วิวฏฺฏฐายี หมายถึง กัปที่เจริญขึ้นพร้อมแล้วทุกอย่างตั้งอยู่ตามปกติ เรียกว่าวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป

ในกัปย่อยทั้ง ๔ กัปนี้ จะกล่าวถึงกัปเสื่อมก่อน หมายความว่าเป็นระยะเวลาที่ โลกวินาศ คือ สลายหรือดับ ความวินาศของโลกมี ๓ อย่าง คือ

  • อาโปสังวัฏฏะ วินาศเพราะน้ำ
  • เตโชสังวัฏฏะ วินาศเพราะไฟ
  • วาโยสังวัฏฏะ วินาศเพราะลม

อธิบายตามคติเก่าแก่นั้นว่าเมื่อโลกวินาศเพราะไฟ จะเกิดมหาเมฆกัปวิลาศ คือ ฝนตกใหญ่ทั่วโลกก่อน ครั้นฝนนั้นหยุดแล้วจะไม่มีฝนตกอีก จะเกิดความแห้งแล้งไปโดยลำดับ จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น จนถึงดวงที่ ๗ จึงจะเกิดไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกจนหมดสิ้น อากาศเบื้องบนจะเป็นอันเดียวกับอากาศเบื้องล่าง หมายความว่า เหลือแต่อากาศว่างเปล่า มีความืดมิดทั่วไป ครั้นแล้วมหาเมฆกัปสมบัติ (การก่อเกิดกัปใหม่) จะตั้งขึ้น ฝนจะตกลงทั่วในที่เกิดไฟไหม้ ลมจะประคองรวมน้ำฝนให้รวมกันเป็นก้อนกลม เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวแล้วก็แห้งขอดลงไป ปรากฏโลกขึ้นใหม่ จึงถึงวาระที่เรียกว่ากัปเจริญ สัตว์ที่บังเกิดขึ้นเป็นพวกแรกนั้นเป็นพวกพรหมในพรหมโลกชั้นที่ไฟไหม้ขึ้นไปไม่ถึง ลงมาจุติหรือเกิดเป็นพวกอุปปาติกะ แปลว่าลอยเกิด ผุดเกิด มิได้เกิดจากครรภ์หรือในครรภ์ แต่ว่าผุดเกิดขึ้นมาในอากาศ เป็นตัวตนใหญ่โตปรากฏขึ้น แล้วพากันบริโภคง้วนดิน หรือปฐวิรส คือ เมื่อน้ำแห้งขอด ก็เกิดเป็นแผ่นฟ้าขึ้นในเบื้องบน มีสีงาม มีรสหอมหวาน, สะเก็ดดิน หรือ ปฐวีปัปปฏก, เครือดิน หรือปทาลตา หมดไปโดยลำดับ จากนั้นจึงบริโภคธัญชาติ เป็นต้นว่า ข้าวสาลีสืบต่อมา สัตว์โลกจำพวกแรกจึงมีร่างกายหยายขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏเป็นบุรุษสตรีสร้างบ้านเรือนสืบพันธุ์กันมา ในชั้นแรกมีอายุยืนยาวเป็นอสงไขย ต่อมาพากันประพฤติอกุศลกรรม ด้วยอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ มากขึ้น อายุก็ลดน้อยถอยลงโดยลำดับจนถึง ๑๐ ปี ก็พากันถึงความพินาศเป็นส่วนมาก เพราะภัย ๓ อย่าง คือ ศัสตราวุธ โรค ทุพภิกขภัยคือความขาดแคลนอาหาร เรียกว่าถึงสมัยมิคสัญญี แปลว่า มีความสำคัญในกันและกันเหมือนอย่างเนื้อ คือ เห็นกันฆ่ากันเหมือนอย่างเนื้อถึก แต่ก็ยังไม่พินาศกันหมดทั้งโลก ยังมีสัตว์ที่เหลือตายหลบหลีกไปและกลับได้รับความสังเวชสลดทางจิต พากันประพฤติกุศลกรรมมากขึ้น ก็พากันเจริญอายุมากขึ้นด้วยอำนาจกุศลโดยลำดับจนถึงอสงไขย แล้วกลับอายุถอยลงมาด้วยอำนาจกุศลกรรมอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเป็นดังนี้จะเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน จะมีชีวิตอยู่ได้ก็เฉพาะตอนที่เป็นกัปสุดท้าย คือ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป หรือ กัปที่ปกติ เจริญแล้วเท่านั้น เพราะกัปอื่น ๆ นั้น สรรพสัตว์ทั้งมวลไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งนี้ก็เนื่องด้วย เป็นกัปที่โลกถูกทำลาย และยังคุกกรุ่นอยู่ด้วยความไม่ปกติ เช่น มีความร้อน มีอุณหภูมิสูง น้ำท่วม หรือแห้งแล้งหนัก

กล่าวถึงการกำหนดนับในพุทธวงศ์ (ขุ.พุทฺธ.๓๓/๕๔๖/๒๗.) พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ ถึง ๔ อุบัติในกัปหนึ่ง องค์ที่ ๕ อุบัติในอีกกัปหนึ่ง แต่ในระหว่างองค์ที่ ๔ ถึงองค์ที่ ๕ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน(เป็นอสงไขยที่ ๑) พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๖-๗-๘-๙ อุบัติอีกกัปหนึ่ง แต่ระหว่างองค์ที่ ๕ ต่อองค์ที่ ๖ นี้มีระยะห่างเป็นอสงไขที่ ๒ องค์ที่ ๑๐-๑๑-๑๒ อุบัติอีกกัปหนึ่ง ระยะเวลาห่างระหว่างองค์ที่ ๙ ต่อองค์ที่ ๑๐ เป็นอสงไขยที่ ๓ องค์ที่ ๑๓ อุบัติอีกกัปหนึ่ง ระยะเวลาห่างระหว่างองค์ที่ ๑๒ ต่อองค์ที่ ๑๓ เป็นอสงไขที่ ๔

นับตั้งแต่องค์ที่ ๑๓ นั้น มาจนถึงปัจจุบัน หรือว่านับตั้งแต่ภัททกัปในปุจจุบันนี้ย้อนไปจนถึงองค์ที่ ๑๓ อุบัติรวมได้แสนกัป องค์ที่ ๑๓ องค์เดียวอุบัติในกัปนั้น ย้อนกลับไปสามหมื่นกัปองค์ที่ ๑๔-๑๕ อุบัติ ย้อนไปหนึ่งหมื่นแปดพันกัปองค์ที่ ๑๖-๑๗-๑๘ อุบัติ ย้อนไปอีกเก้าสิบสี่กัปองค์ที่ ๑๙ อุบัติ ย้อนไปเก้าสิบสองกัปองค์ที่ ๒๐-๒๑ อุบัติ ย้อนไปเก้าสิบเอ็ดกัป องค์ที่ ๒๒ อุบัติคือพระพุทธเจ้าวิปัสสี ย้อนกลับไปสามสิบเอ็ดกัปองค์ที่ ๒๓-๒๔ อุบัติ

ต่อจากนั้นก็มาถึงภัทรกัป หรือกัปปัจจุบัน คือกัปที่เจริญที่สุด เพราะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติจำนวน ๕ พระองค์ ตั้งแต่องค์ที่ ๒๕-๒๖-๒๗-๒๘ ได้อุบัติขึ้นโดยลำดับ และองค์ที่ ๒๙ คือพระศรีอริยเมตไตย ที่จะอุบัติขึ้นในอนาคตเบื้องหน้านั้น รวมเป็นพระเจ้า ๕ พระองค์ ในกัปนี้ เพราะกัปนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมากกว่ากัปอื่น ๆ ในอดีตที่ท่านระลึกไปถึง จึงเรียกว่าภัททกัป หรือภัทรกัป แปลว่ากัปเจริญ

อสงไขยกัปหนึ่ง ๆ นั้น กินเวลายาวนานดังนี้ คือ

  • สังวัฏฏอสงไขยกัป กินเวลานานถึง ๖๔ อันตรกัป
  • สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป กินเวลานานถึง ๖๔ อันตรกัป
  • วิวัฏฏอสงไขยกัป กินเวลานานถึง ๖๔ อันตรกัป
  • วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป กินเวลานานถึง ๖๔ อันตรกัป

รวมทั้ง ๔ อสงไขยกัป กินเวลารวม ๒๕๖ อันตรกัป

มหากัป เมื่อนับจำนวนทั้ง ๔ อสงไขยกัป หรือ ๒๕๖ อันตรกัป จึงเป็น ๑ มหากัป ดังนั้น เวลาที่เรียกว่ามหากัป จึงเป็นเวลาที่ยาวนาน ดังจะสรุปให้เห็นดังนี้ คือ

  • ๑ รอบอสงไขยปี เป็น ๑ อันตรกัป
  • ๖๔ อันตรกัป เป็น ๑ อสงไขยปี อสงไขยกัป
  • ๔ อสงไขยปี อสงไขยกัป (หรือ ๒๕๖ อันตรกัป*) เป็น ๑ มหากัป

ดังนั้น ๖๔ อันตรกัป เป็น ๑ อสงไขยกัป / ๑ มหากัป มี ๔ อสงไขยกัป / ๑ มหากัป จึงคิดได้เป็น ๒๕๖ อันตรกัป (๖๔ × ๔)

ดังนี้จะเห็นว่า การสร้างพระบารมีของพระพุทธเจ้า ต้องทรงสร้างพระบารมีตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งได้ตรัสรู้นับเป็นเวลานาน ตามประเภทของพระพุทธเจ้า คือ

๑. พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา ๒๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป

๒. พระสัทธาธิกะพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา ๔๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป

๓. พระวิริยาธิกะพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา ๘๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป


สังสารวัฏ ทั้ง ๓๑ ภูมิ

รูปภวจักร หรือสังสารจักร ของทิเบต แสดงถึงอวิชชา คือผลของการขาดปัญญาในการรู้ทันเหตุเกิดแห่งทุกข์ (สมุทัย) ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ทั้งปวงไม่จบสิ้น

สังสารวัฏ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม และวิบากไม่ได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัฏสงสาร

ในพระไตรปิฎก ไม่พบที่ใดแสดงรายชื่อภูมิทั้งหลายไว้ทั้งหมดในที่เดียว ในบาลีแห่งฑีฆนิกาย เป็นต้น แสดงคติว่ามี ๕ คือ นิรยะ ดิรัจฉานโยนิ เปตติวิสัย มนุษย์และเทพ ได้แก่ ภูมิ ๒๖ (ตั้งแต่จาตุมหาราชิกาขึ้นไปทั้งหมด) จะเห็นว่าภูมิ ๓๑ สงเคราะห์ลงในคติ ๕ ทั้งหมด ขาดแต่อสูรกาย อย่างไรก็ดี ในอรรถกถาแห่งอิติวุตตกะ เป็นต้น ท่านกล่าวว่า อสูร สงเคราะห์ลงในเปตวิสัยด้วยจึงเป็นอันสงเคราะห์ลงได้บริบูรณ์ และในคติ ๕ นั้น ๓ คติแรกจักเป็นทุคติ ๒ คติหลังเป็นสุคติ เนื่องด้วยภูมิ ๓๑ นี้จัดได้เป็น ๔ ระดับ อย่างที่กล่าวมา บางทีจึงเรียกว่าภูมิ ๔

นรก หรือสวรรค์ ที่เราพูดกันทั่วๆ ไปว่าหลังจากชาตินี้ ตายแล้วไปรับผลกรรมในทางที่ดีและไม่ดี ถ้ารับผลกรรมดีก็ถือว่าไปสวรรค์ ถ้ารับผลกรรมชั่วก็ไปเกิดในนรก ฉะนั้น ข้าพเจ้าเลยขอยกตัวอย่างในภูมิต่างๆ ตามที่พระไตรปิฎกได้จำแนกไว้ เพื่อเป็นการเสริมความรู้ให้กับนักปฏิบัติได้เกิดความเข้าใจได้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็น ทุคติ ๔ และสุคติ ๒๗ ซึ่งท่านไม่เรียกว่าทุคติ สุคติ แต่ท่านเรียกว่าภูมิ หมายถึง ระดับชีวิต ระดับจิตใจ หรือที่เกิดของสัตว์

กล่าวคือ "ปุถุชน พระโสดาบัน และสกิทาคามี ย่อมไม่เกิดในสุทธาวาสภูมิ พระอริยะไม่เกิดในอสัญญีภพและอบายภูมิ ในภูมินอกจากนี้ย่อมมีทั้งพระอริยะและมิใช่อริยะไปเกิด" จำแนกรายละเอียดได้ดังต่อนี้

๑. อบายภูมิ ๔ คือ ภูมิที่ปราศจากความเจริญ ภูมิที่เป็นทุคติ

๑) นิรยะ นรก
๒) ติรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน
๓) ปิตติวิสัย แดนเปรต
๔) อสุรกาย พวกอสูร

๒. กามสุคติภูมิ ๗ คือ ภูมิที่เป็นสุคติซึ่งยังเกี่ยวข้องกับกาม แบ่งเป็นมนุษย์ ๑ เทวดา ๖

๑) มนุษย์ ชาวมนุษย์
๒) จาตุมหาราชิกา สวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช ๔ ปกครอง
๓) ดาวดึงห์ แดนแห่งเทพ ๓๓ มีท้าวสักกะเป็นใหญ่
๔) ยามา แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์
๕) ดุสิต แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน
๖) นิมมานรดี แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต
๗) ปรนิมมิตวสวัตตี แดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นเนรมิตให้

๓. รูปาวจรภูมิ ๑๖ คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ชั้นรูปพรหม

ก. ปฐมฌานภูมิ ๓

๑) พรหมปาริสัชชา พวกบริษัทบริวารมหาพรหม
๒) พรหมปุโรหิตา พวกปุโรหิตมหาพรหม
๓) มหาพรหมา พวกท้าวมหาพรหม

ข. ทุติยฌานภูมิ ๓

๔) ปริตตาภา พวกมีรัศมีน้อย
๕) อัปปมาณาภา พวกมีรัศมีประมาณไม่ได้
๖) อาภัสสรา พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป

ค. ตติยฌานภูมิ ๓

๗) ปริตตสุภา พวกมีลำรัศมีงามน้อย
๘) อัปปมาณสุภา พวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้
๙) สุภกิณหา พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า

ง. จตุตถฌานภูมิ ๓ (หากนับรวมสุทธาวาสภูมิ ๑) หรือ ๗ (หากนับรวมสุทธาวาสภูมิ ๕)

๑๐) เวหัปผลา พวกมีผลไพบูลย์
๑๑) อสัญญีสัตว์ พวกสัตว์ไม่มีสัญญา

สุทธาวาสภูมิ คือ ภูมิที่อยู่เฉพาะพระอนาคามี

๑๒) อวิหา เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน ผู้ไม่ละไปเร็ว
๑๓) อตัปปา เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร
๑๔) สุทัสสา เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา
๑๕) สุทัสสี เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนา
๑๖) อกนิฏฐา เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร

๔. อรูปาวจรภูมิ ๔ คือ ชั้นอรูปพรหม หรือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป

๑) อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด
๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด
๓) อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร
๔) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

— — ที่มา: พุทธธรรมกรรมฐาน โดย อ.ลักษณ์ พุทธธรรม, เมษายน ๒๕๕๔. หน้า ๓๓๔ - ๓๓๕

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

๐๘.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เวลาพักผ่อนของท่านอาจารย์ ห้ามรบกวนโดยเด็ดขาด

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา