ทิศทางการแผ่ขยายของศาสนาพุทธจากศูนย์กลาง (อินเดียตอนเหนือ) ไปยังแคว้นต่างๆ ทั่วโลก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของโลก รองจากศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนวิสาขะหรือเดือน ๖ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย ๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันเรียกว่าพุทธคยา จากนั้นพุทธศาสนาได้แผ่ขยายไปทั่วอินเดีย หลังพุทธปรินิพพาน ๑๐๐ ปี จึงแตกเป็นนิกายย่อย โดยนิกายที่สำคัญคือเถรวาท และมหายาน

นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก เมื่อศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง พุทธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งในศรีลังกา และแพร่หลายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยม และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

กำเนิดศาสนาพุทธ

พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่าสิทธัตถะ โคตมะ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ ประสูติในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ณ ใต้ร่มไม้สาละ ภายในพระราชอุทยานลุมพินีวัน อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองเทวทหะ ในดินแดนชมพูทวีป

พระโคตมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระนามเดิมว่าเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ประสูติในราชตระกูลศากยวงศ์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ ๒๙ พรรษา บำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ ปี จึงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา และทรงประกาศพระศาสนาอยู่ ๔๕ ปี จึงเสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการนับปีพุทธศักราช

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองค์ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา แก่พระปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน จึงเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ จนทำให้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระโกณฑัญญะจึงกราบทูลขออุปสมบทในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งนับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และพระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นในโลกเช่นกันในวันนั้น ต่อมา พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอื่นๆ เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก ๔ องค์ จนบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมด หลังจากพระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดแล้ว พระองค์ทรงแสดงธรรมอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทั้งสิ้น

ต่อจากนั้น พระองค์ได้แสดงธรรมโปรดยสะกุลบุตร จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ครั้งนั้น มีพระอรหันต์ในโลก ๗ รูป ต่อมา สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยสะ ๔ ท่าน คือวิมละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ และที่ตามมาทีหลังอีก ๕๐ ท่าน เป็นบุตรของตระกูลเศรษฐีใหญ่น้อยในกรุงพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว สหายคฤหัสถ์เหล่านั้น ได้พากันเข้าไปหาท่านพระยสะถึงที่อยู่ ท่านพระยสะจึงพาสหายคฤหัสถ์ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ พระองค์ได้แสดงธรรมโปรดสหายคฤหัสถ์ของท่านพระยสะจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ในครั้งนั้นจึงมีพระอรหันต์รวมทั้งพระองค์ด้วยทั้งสิ้น ๖๑ รูป พระพุทธเจ้าจึงมีพระดำริให้พระสาวกออกประกาศศาสนา โดยมีพระปฐมวาจาในการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ แม้พวกเธอได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งของทิพย์และของมนุษย์เช่นกัน พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะให้ครบถ้วนบริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือกิเลส ในจักษุเพียงเล็กน้อยมีอยู่ แต่เพราะโทษที่ยังไม่ได้สดับธรรม จึงต้องเสื่อมจากคุณที่พึงจะได้รับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้รู้ทั่วถึงธรรมมีอยู่ แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม

— เรื่องพ้นจากบ่วง พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑

จึงทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และแผ่ขยายไปในชมพูทวีปอย่างรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิม แล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยลำดับ สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ศาสนาพุทธยังเจริญในอินเดียสืบมา ความเจริญของศาสนาพุทธขึ้นกับว่าได้รับการส่งเสริมจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้นหรือไม่ ถ้ามีก็มีความรุ่งเรืองมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงไป ความขัดแย้งอันเกิดจากการตีความพระธรรมคำสอนและพระวินัยไม่ตรงกันได้เกิดขึ้นในหมู่พระสงฆ์ จึงมีการแก้ไขโดยมีการจัดทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยที่ถูกต้องไว้เป็นหลักฐานสำหรับยึดถือเป็นแบบแผนต่อไป

การสังคายนาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท

ภาพวาดแสดงปฐมสังคายนา (First Buddhist council) หรือการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกถ้ำสัตตบรรณคูหา (The Sattapanni caves) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธานสงฆ์

การสังคายนา หมายถึง การร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน มีระบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีการประชุมสงฆ์ดำเนินการรวบรวมจัดหมวดหมู่ จัดระบบให้เป็นที่เรียบร้อย แล้วมีการสวดซักซ้อมหรือสวดพร้อมกันและเป็นแบบเดียวกัน เป็นการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แห่งพระธรรมวินัย และลงมติรับรองกันไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แล้วมีการท่องจำ จดจำ หรือจารึกไว้สืบต่อมา

การสังคายนา ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกในรูปแบบพระไตรปิฎกมุขปาฐะ (สวดหรือจดจำสืบต่อกันมาด้วยท่องจำ) ส่วนการสังคายนาต่อจากนั้นมา คือการสังคายนา ครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๑ เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกในรูปแบบพระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษร

สาเหตุแห่งการสังคายนาพระธรรมวินัย

ปฐมเหตุความคิดที่จะให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยนั้น ได้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ได้ประทานพระพุทธโอวาทแนะนำไว้ กล่าวคือ เมื่อนิครนถนาฏบุตร ผู้เป็นอาจารย์เจ้าลัทธิเชน สิ้นชีพ พวกสาวกของเจ้าลัทธินี้ได้เกิดแตกสามัคคีกัน ครั้งนั้นพระจุนทเถระ ผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ได้ทราบเรื่องนั้นแล้ว มีความห่วงใยในพระพุทธศาสนา เกรงเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา จึงไปพบพระอานนท์เถระ เล่าความนั้นให้ฟัง พระอานนท์เถระจึงได้ชวนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระจุนทเถระกราบทูลเล่าเรื่องนั้นถวายให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ได้ประทานพระพุทธโอวาทเป็นอันมากแก่พระจุนทเถระ ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ที่พวกสาวกของนิครนถนาฏบุตรเกิดแตกความสามัคคีกันนั้น เพราะคำสอนของเจ้าลัทธิไม่สมบูรณ์และมีความสับสน ทั้งพวกสาวกก็ไม่ปฏิบัติตามคำสอน แล้วทรงแนะนำให้รวบรวมพระธรรมวินัย ให้ทำการสังคายนาไว้เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาสืบไป

พระสารีบุตรเถระก็ได้แนะนำพระภิกษุสงฆ์ให้ช่วยกันรวบรวมพระธรรมวินัย หรือทำการสังคายนาพระธรรมวินัยไว้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ หลังจากนิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพ และพวกสาวกเกิดแตกความสามัคคีกันดังกล่าวแล้วนั้น ตอนค่ำวันหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าเฝ้า จบแล้วทรงเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ยังประสงค์จะฟังธรรมต่อไปอีก จึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรเถระแสดงธรรมแทน

ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระได้แสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ ได้แนะนำให้ช่วยกันรวบรวมร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้ โดยแสดงตัวอย่างการจัดหมวดหมู่ธรรมะเป็นหมวดๆ ตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ ว่าธรรมะอะไรบ้างอยู่ในหมวดนั้นๆ หัวข้อเรื่องที่พระสารีบุตรเถระแสดงในครั้งนั้น เรียกว่าสังคิติสูตร อันแปลว่าสูตรว่าด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัย เมื่อพระสารีบุตรเถระแสดงธรรมจบแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ แต่พระสารีบุตรเถระเองได้นิพพานไปก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ภาระจึงตกอยู่กับพระมหากัสสปเถระ เนื่องจากตอนนั้นพระมหากัสสปเถระเป็นพระสาวกผู้มีอายุพรรษามากที่สุด

การสังคายนา ครั้งที่ ๑
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๓ เดือน

ถ้ำสัตตบรรณคูหา (The Sattapanni caves) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์  ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก (ปัจจุบันเพดานถ้ำถล่มลงมาปิดปากถ้ำหมดแล้ว)

  • มูลเหตุ
    • เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถระ อยู่ที่เมืองปาวา ยังไม่ทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน จึงพาพระสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูปเดินทางออกจากเมืองปาวาด้วยประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมืองกุสินารา ในระหว่างเดินทางนั้นเอง ก็ได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธปรินิพพานจากอาชีวก (นักบวชนิกายหนึ่ง) คนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองกุสินารา พระสงฆ์ทั้งมวลซึ่งมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้าเมื่อได้ทราบข่าวนั้นแล้ว ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ต่างก็มีความสลดใจ ผู้ที่เป็นปุถุชนอยู่ก็เศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ รำพึงรำพันกันไปต่างๆ นานา แต่พระภิกษุบวชเมื่อแก่รูปหนึ่งชื่อสุภัททะ มิได้เป็นเช่นนั้น และได้ห้ามพระภิกษุเหล่านั้นมิให้เสียใจ มิให้ร้องไห้ โดยกล่าวชี้นำว่า ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นการดีแล้ว ต่อนี้ไปจะทำอะไรได้ตามใจ ไม่มีใครคอยมาชี้ว่าผิดนี่ ถูกนี่ ควรนี่ ไม่ควรนี่ ต่อไปอีก
    • พระมหากัสสปเถระได้ฟังคำกล่าวจาบจ้วงเช่นนั้นแล้วเกิดความสลดใจ ภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เสร็จสิ้นแล้ว ได้มีการประชุมสงฆ์ พระมหากัสสปเถระซึ่งเป็นผู้มีอายุพรรษามากกว่าพระสงฆ์ทุกรูปได้รับเลือกให้เป็นประธานสงฆ์ มีฐานะเป็นสังฆปริณายก (ผู้นำคณะสงฆ์) บริหารการคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ท่านจึงได้นำเรื่องที่พระภิกษุสุภัททะ กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัยนั้นเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ ชวนให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ต่อจากนั้นมา ๓ เดือนก็ได้มีการประชุมทำสังคายนา ครั้งที่ ๑
  • สถานที่
    • ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ชมพูทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าอชาตศัตรู
  • การจัดการ
    • พระมหากัสสปเถระ ได้รับเลือกเป็นประธานและเป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระอุบาลีเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระวินัย (วินัยปิฎก) พระอานนท์เถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระธรรม (สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก ) มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ (สงฆ์ผู้เป็นคณะกรรมการทำสังคายนา) จำนวน ๕๐๐ รูป ซึ่งแนวการวางระเบียบพระธรรมวินัยในครั้งนั้นได้จัดเป็นรูปแบบที่เรียกว่าพระไตรปิฎก และยังคงมีการรักษาสิ่งที่ได้จัดรวบรวมในครั้งปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท โดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบัน
    • นอกจากนี้ ในการประชุมนี้ยังมีการบัญญัติคำขอร้องของพระมหากัสสปเถระต่อปัญหาที่ว่า อะไรคืออาบัติเล็กน้อย ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสอนุญาตว่า “ถ้าสงฆ์จำนงอยู่ พึงเพิกถอนได้ ” เมื่อที่ประชุมมีความเห็นไม่ตรงกัน พระมหากัสสปเถระจึงเสนอญัตติว่า “ขอให้สงฆ์ไม่บัญญัติข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ ไม่ถอนข้อที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้ ” ปรากฏว่าที่ประชุมสงฆ์ได้ยอมรับมตินี้ด้วยดุษณีภาพ เป็นการวางรากฐานพุทธศาสนาแบบเถรวาทตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
  • ระยะเวลา
    • ๗ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ : การแตกนิกาย
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๑๐๐ ปี

เสาพระเจ้าอโศก (Pillars of Ashoka) และบรรยากาศโบราณสถานเมืองเวสาลี ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท (Basarh-Besarh) ในจังหวัดไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๒

  • มูลเหตุ
    • เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป ๑๐๐ ปี ภิกษุชาววัชชี เมืองเวสาลี ได้ตั้งวัตถุ ๑๐ ประการ ซึ่งผิดไปจากพระวินัย ทำให้มีทั้งภิกษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนเกิดการแตกแยกในหมู่สงฆ์ ตามอรรถกถา ดังนี้

...ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานล่วงได้ ๑๐๐ ปี พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวสาลี ว่าดังนี้:-

๑. เก็บเกลือไว้ในเขนงฉัน ควร
๒. ฉันอาหารในเวลาบ่าย ล่วงสององคุลี ควร
๓. เข้าบ้านฉันอาหารเป็นอนติริตตะ ควร
๔. อาวาสมีสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถต่างๆ กัน ควร
๕. เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุมาไม่พร้อมกันทำก่อนได้ ภิกษุมาทีหลังจึงบอกขออนุมัติ ควร
๖. การประพฤติตามอย่าง ที่อุปัชฌาย์และอาจารย์ประพฤติมาแล้ว ควร
๗. ฉันนมสดที่แปรแล้ว แต่ยังไม่เป็นนมส้ม ควร
๘. ดื่มสุราอ่อน ควร
๙. ใช้ผ้านิสีทนะไม่มีชาย ควร
๑๐. รับทองและเงิน ควร ฯ

— สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒
    • พระยสกากัณฑบุตร ได้จาริกมาเมืองเวสาลี และทราบเรื่องนี้ เห็นว่าข้อปฏิบัติย่อหย่อนดังกล่าวนี้ขัดกับพระวินัยพุทธบัญญัติ ได้พยายามคัดค้าน แต่ภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง พระยสกากัณฑบุตรจึงได้ชักชวนพระเถระผู้ใหญ่อีก ๗ รูป คือพระสัพพกามีเถระ พระเรวตเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภคามิกเถระ พระสัมภูตสาณวาสีเถระ และพระสุมนเถระ ประชุมพิจารณาวินิจฉัย ร่วมมือกันทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาสืบไป

อานนทสถูป (Ananda Stupa) และเสาพระเจ้าอโศก (Pillars of Ashoka) ที่เมืองเวสาลี หรือ ไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๒

  • สถานที่
    • วัดวาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ชมพูทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้ากาลาโศกราช
  • การจัดการ
    • พระยสะกากัณฑกบุตร เป็นประธาน พระเรวตเถระเป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระสัพพกามีเถระเป็นผู้ตอบข้อซักถาม มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๗๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๘ เดือน จึงสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่ามหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่ามหาสังฆิกะ ทำให้พุทธศาสนาในขณะนั้นแตกเป็น ๒ นิกาย คือ ฝ่ายที่นับถือมติของพระเถระครั้งปฐมสังคายนาเรียกเถรวาท ฝ่ายที่ถือตามมติของอาจารย์ของตนเรียกอาจาริยวาท

อีกราว ๑๐๐ ปีต่อมา สงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายมีการแตกนิกายออกไปอีก หลักฐานฝ่ายภาษาบาลี ว่าแตกไป ๑๘ นิกาย หลักฐานฝ่ายภาษาสันสกฤต ว่า แตกไป ๒๐ นิกาย ได้แก่

ดูบทความหลักที่: นิกายในศาสนาพุทธ

หลักฐานฝ่ายบาลี

  • นิกายเถรวาท แยกเป็น
    • นิกายมหิสาสกวาท แยกเป็น
      • นิกายสัพพัตถิกวาท แยกเป็น
        • นิกายกัสสปิกวาท
        • นิกายสังกันติกวาท
        • นิกายสุตตวาท
      • นิกายธรรมคุตตวาท
    • นิกายวัชชีปุตวาท แยกเป็น
      • นิกายธัมมตตริกวาท
      • นิกายภัทรยานิกวาท
      • นิกายฉันนาคาริกวาท
      • นิกายสมิติยวาท
  • นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น
    • นิกายเอกัพโยหาริกวาท แยกเป็น
      • นิกายพหุสสุติกวาท
      • นิกายปัญญัติกวาท
    • นิกายโคกุลิกวาท
    • นิกายเจติยวาท

หลักฐานฝ่ายสันสกฤต

  • นิกายเถรวาท แยกเป็น
    • นิกายเหมวันตวาท
    • นิกายสรวาสติวาท แยกเป็น
      • นิกายมหิศาสกวาท แยกเป็น
        • นิกายธรรมคุปตวาท
      • นิกายกาศยปิกวาท
      • นิกายเสาตรันติกวาท
      • นิกายวาตสีปุตริยวาท แยกเป็น
        • นิกายศันนาคาริกวาท
        • นิกายสามมมีติยวาท
        • นิกายภัทรยานิยวาท
        • นิกายธรรโมตตริยวาท
  • นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น
    • นิกายเอกวยหาริกวาท
    • นิกายโลโกตรวาท
    • นิกายโคกุลิกวาท
    • นิกายพหุศรติยวาท
    • นิกายปัญญัตวาท
    • นิกายไจติกวาท
    • นิกายอปรเสลิยวาท
    • นิกายอุตรเสลิยวาท

การสังคายนา ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๒๓๕ ปี

พระโมคคลีบุตรติสสเถระ และพระเจ้าอโศกมหาราช ขณะทำสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป (ปัจจุบันคือ เมืองปัตนะ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย)

  • มูลเหตุ
    • พวกเดียรถีย์หรือพวกนักบวชในศาสนาอื่นมาปลอมบวชในพระพุทธศาสนา ด้วยเห็นแก่ลาภสักการะและเพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ได้แสดงลัทธิและความเห็นของตนว่า “เป็นพระพุทธศาสนา เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช ให้มีการสอบสวน สะสาง และกำจัดพวกเดียรถีย์หรือพวกนักบวชในศาสนาอื่นที่มาปลอมบวชประมาณ ๖๐,๐๐๐ รูป แล้วให้สละสมณเพศออกจากพระพุทธศาสนาได้สำเร็จ

๑ ใน ๘๐ เสาของห้องโถง (ในภาพ : เสาด้านที่ฝังอยู่ในดิน) วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันคือเมืองปัฏนะ (อังกฤษ: Paṭnā ฮินดี: पटना ) เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร รัฐหนึ่งในประเทศอินเดีย

  • สถานที่
    • วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป (ปัจจุบันคือ เมืองปัฏนะ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย)
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าอโศกมหาราช
  • การจัดการ
    • พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธาน มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป
    • การสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งนี้ มีการซักถามพระธรรมวินัยและตอบข้อซักถามเช่นเดียวกับการสังคายนาในครั้งก่อน แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดว่า พระเถระรูปใดทำหน้าที่ซักถาม รูปใดทำหน้าที่ตอบข้อซักถาม เพียงแต่ปรากฏว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้เสนอคำถาม ๕๐๐ ข้อเพิ่มเข้าในคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎก เป็นการขยายความคัมภีร์นั้นให้พิสดารออกไปอีก ที่ประชุมสงฆ์ได้รับรองว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ผลการสังคายนาในครั้งนี้ นอกจากจะได้กำจัดพวกเดียรถีย์ปลอมบวชให้ออกจากพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้สอบทานพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง และได้นำคำถาม ๕๐๐ ข้อ คำตอบ ๕๐๐ ข้อ เพิ่มเข้าในคัมภีร์กถาวัตถุ ด้วย
  • ระยะเวลา
    • ๙ เดือน จึงสำเร็จ

ทิศทางการเผยแผ่พุทธศาสนาของสมณทูต ทั้ง ๙ สาย ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

เมื่อเสร็จการสังคายนาแล้วได้มีการส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศรวม ๙ สายด้วยกัน และส่งไปสายละ ๕ รูป เพื่อจะได้ให้การอุปสมบทแก่ผู้เลื่อมใสได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

  • สายที่ ๑ พระมัชฌันติกเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัสมีระหรือแคว้นแคชเมียร์ และแคว้นคันธาระ (ปัจจุบันคือ พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ตลอดไปถึงบางส่วนของประเทศอัฟกานิสถาน)
  • สายที่ ๒ พระมหาเทวเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหิงสกมณฑล (ปัจจุบันคือ รัฐการ์นาตกะหรือรัฐไมซอร์ ภาคใต้ของประเทศอินเดียฝั่งตะวันตก)
  • สายที่ ๓ พระรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวาลีประเทศ (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของรัฐการ์นาตกะหรือรัฐไมซอร์ ภาคใต้ของประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๔ พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นฝรั่งคนแรกเชื้อชาติกรีกที่ได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนา) พร้อมด้วยคณะ ได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของเมืองบอมเบย์หรือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๕ พระมหาธรรมรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหารัฐ (ปัจจุบันคือ แถบเมืองปูนา รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๖ พระมหารักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ โยนกประเทศ (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของประเทศอิหร่าน ตลอดไปจนถึงบางส่วนของประเทศตุรกี)
  • สายที่ ๗ พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือ พระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนหิมวันต์ (ปัจจุบันคือ แถบภูเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล)
  • สายที่ ๘ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือ แถบประเทศพม่า ประเทศมอญ และประเทศไทย)
  • สายที่ ๙ พระมหินทเถระ และพระสังฆมิตตาเถรี (พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ) พร้อมด้วยคณะ คือ พระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป (ปัจจุบันคือ ประเทศศรีลังกา)

การสังคายนา ครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘
หลังจากพระมหินทเถระ และคณะออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกาทวีปประมาณ ๓ ปี

เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๔

  • มูลเหตุ
    • พระมหินทเถระ ประสงค์จะให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากอย่างมั่นคงในลังกาทวีป เป็นการวางรากฐานให้พระสงฆ์ชาวลังกาท่องจำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ตามระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมในเวลานั้น
  • สถานที่
    • เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ในลังกาทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป
  • การจัดการ
    • พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระ เป็นประธานและเป็นผู้ซักถาม พระอริฏฐเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามพระธรรมวินัย โดยมีพระเถระรูปอื่นๆ เป็นผู้สวดทบทวนพระธรรมวินัย มีพระสงฆ์ผู้เป็นองค์พระอรหันต์เข้าประชุมเป็นจำนวน ๓๘ รูป และพระเถระผู้จดจำพระไตรปิฎกอีกจำนวน ๙๖๒ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑๐ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๔๓๓

อาโลกเลนสถาน ณ มตเลชนบท ในลังกาทวีป ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอาโลกวิหาร (Aluvihare Rock Temple) เมืองมะตะเล (Matale) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๕

  • มูลเหตุ
    • ทางการคณะสงฆ์ชาวลังกาและทางราชการบ้านเมืองเห็นว่า พระธรรมวินัยที่ได้สังคายนาไว้นั้นมีความสำคัญมาก นับเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา หากจะพิทักษ์รักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงอยู่สืบไปด้วยวิธีการท่องจำดังที่เคยถือปฏิบัติกันมา ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่ายเพราะความจำของผู้บวชเรียนเสื่อมถอยลง การสังคายนาในครั้งนี้จึงได้ตกลงจารึกพระธรรมวินัยเป็นภาษามคธอักษรบาลีลงในใบลาน พร้อมทั้งคำอธิบายพระไตรปิฎกที่เรียกว่าอรรถกถา ซึ่งเดิมเป็นภาษามคธอักษรบาลี นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจารึกพระธรรมวินัยเป็นภาษามคธอักษรบาลีเป็นลายลักษณ์อักษร พระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษรจึงมีขึ้นเป็นฉบับแรกในพระพุทธศาสนา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ในลังกาทวีป
  • สถานที่
    • อาโลกเลนสถาน ณ มตเลชนบท ในลังกาทวีป ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอาโลกวิหาร (Aluvihare Rock Temple) เมืองมะตะเล (Matale) ประเทศศรีลังกา
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย
  • การจัดการ
    • พระรักขิตมหาเถระ เป็นประธานและเป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระติสสเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถาม มีพระสงฆ์ผู้เป็นองค์พระอรหันต์ และพระสงฆ์ปุถุชนเข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

ปัญหาการนับครั้งการสังคายนา

การนับครั้งของการสังคายนานั้น มีความแตกต่างกันในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นอกจากนี้แล้วแม้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกันเอง ก็ยังนับครั้งการสังคายนาไม่ตรงกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  • ประเทศศรีลังกา นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก ๓ ครั้ง โดยครั้งสุดท้าย (เป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๖ ของประเทศศรีลังกา) กระทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยการสังคายนาในครั้งนี้เป็นที่รู้กันเฉพาะในประเทศศรีลังกาเท่านั้น
  • ประเทศพม่า นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และนับการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ที่ประเทศศรีลังกา เป็นครั้งที่ ๔ ของประเทศพม่า และนับการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก ๒ ครั้ง คือ
    • ครั้งที่ ๕ ในรัชสมัยพระเจ้ามินดง ที่เมืองมัณฑะเลย์ โดยมีพระชาคราภิวังสะ พระนรินทาภิธชะ และพระสุมังคลสามี ผลัดกันเป็นประธานท่ามกลางที่ประชุมของพระสงฆ์และคฤหัสถ์ ผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระปริยัติธรรมที่เข้าร่วมประชุม ๒,๔๐๐ ท่าน ทำอยู่ ๕ เดือนจึงสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ผลการสังคายนาในครั้งนี้นอกจากจารึกพระไตรปิฎกลงใบลานตามปกติแล้ว ยังให้มีการจารึกพระไตรปิฎกลงในหินอ่อน ๗๒๙ แผ่น
    • ครั้งที่ ๖ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าฉัฏฐสังคายนา ที่กรุงย่างกุ้ง ทำอยู่ ๒ ปีจึงสำเร็จ คือเริ่มกระทำเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๗ เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๙ จุดประสงค์ของการทำสังคายนาในครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เพื่อจัดพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา และคำแปลเป็นภาษาพม่า รัฐบาลพม่าได้เชิญผู้นำชาวพุทธต่างประเทศ โดยเฉพาะสายเถรวาทจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธีด้วย โดยเฉพาะจากประเทศศรีลังกา ไทย ลาว และกัมพูชา ครั้นทำสังคายนาแล้วเสร็จก็ได้แจกจ่ายพระไตรปิฎกฉบับอักษรพม่าไปยังประเทศต่างๆ ด้วย
  • ประเทศไทย นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และครั้งที่ ๑ - ๒ ที่ประเทศศรีลังกา เป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๑-๕ และยังได้นับเพิ่มเติมอีกคือการสังคายนา ครั้งที่ ๖ - ๑๑

การสังคายนา ครั้งที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๙๕๖
ได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยโดยการแปลและเรียบเรียงอรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก)

ซากโลหะปราสาท (อังกฤษ : The 1,600 Stone Pillars of Lovamahapaya) เมือง อนุราธปุระ (อังกฤษ : Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๖ และ (สันนิษฐานว่า) ครั้งที่ ๗

  • มูลเหตุ
    • พระพุทธโฆสะ (ในประเทศไทยมักเรียกว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ) ซึ่งเป็นพระมหาเถระชาวชมพูทวีป ผู้เปรื่องปราดมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก และนับเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาและภาษาบาลี เห็นว่าคัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกนั้นมีสมบูรณ์ บริบูรณ์ เป็นภาษาสิงหล อยู่ในลังกาทวีป ท่านจึงเดินทางไปลังกาทวีป เพื่อขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้ามหานาม ในการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี เพื่อจะได้เป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) สอดคล้องกับคัมภีร์พระไตรปิฎก และจะได้เป็นประโยชน์กว้างขวางต่อไป นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในลังกาทวีป (เนื่องจากการสังคายนาครั้งนี้มิได้ชำระพระไตรปิฎก หากแต่ชำระคัมภีร์อรรถกถาคือแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี ทางประเทศศรีลังกาจึงไม่นับเป็นการสังคายนา)
  • สถานที่
    • โลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ ในลังกาทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้ามหานาม
  • การจัดการ
    • พระพุทธโฆสเถระ (หรือพระพุทธโฆษาจารย์ ) เป็นประธาน มีการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎก จากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๑๕๘๗

ซากโลหะปราสาท (อังกฤษ : The 1,600 Stone Pillars of Lovamahapaya) เมือง อนุราธปุระ (อังกฤษ : Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๖ และ (สันนิษฐานว่า) ครั้งที่ ๗

  • มูลเหตุ
    • ทางการคณะสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน และทางราชการบ้านเมืองอันมีพระเจ้าปรักกมพาหุ เป็นประมุข เห็นว่าคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งเรียกว่าปาลิ เป็นภาษามคธอักษรบาลี และคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกซึ่งเรียกว่าอรรถกถา นั้นก็ได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธอักษรบาลี อันเป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) สอดคล้องกับคัมภีร์พระไตรปิฎกแล้ว ส่วนคัมภีร์อธิบายอรรถกถาซึ่งเรียกว่าฎีกา และคัมภีร์อธิบายฎีกาซึ่งเรียกว่าอนุฎีกา ยังมิได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธ ยังเป็นภาษาสิงหลบ้าง เป็นภาษาสิงหลปะปนกับภาษามคธบ้าง ควรจะได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธให้หมดสิ้น จึงได้ดำเนินการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์ดังกล่าวเป็นภาษามคธอักษรบาลี อันเป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) เช่นเดียวกับคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๔ ในลังกาทวีป
  • สถานที่
    • ลังกาทวีป (สันนิษฐานว่าที่โลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ)
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าปรักกมพาหุ
  • การจัดการ
    • พระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน พร้อมด้วยการกสงฆ์ (กรรมการเฉพาะกิจสงฆ์) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพุทธธรรมจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

กล่าวกันว่า หลังจากที่ได้มีการสังคายนาในครั้งนี้แล้วไม่นาน พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์กรุงพุกาม แห่งประเทศพม่า ได้เสด็จไปลังกาทวีป และทรงจำลองคัมภีร์พระไตรปิฎก พร้อมทั้งคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา นำมาประดิษฐานไว้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศพม่า ต่อแต่นั้นมา บรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น ไทย เขมร ก็ได้ส่งพระสงฆ์และราชบัณฑิตไปจำลองคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา นำมาประดิษฐานไว้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศของตนบ้าง

การสังคายนา ครั้งที่ ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐

วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจดีย์เจ็ดยอด หรือวัดเจ็ดยอด) เมืองเชียงใหม่ สถาปัตยกรรมศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น สร้างในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๘ (ปัจจุบันเจดีย์เจ็ดยอด หักพังไปเกือบหมด)

  • มูลเหตุ
    • พระธรรมทินมหาเถระ ผู้เปรื่องปราดแตกฉานในพระไตรปิฎก ได้พิจารณาเห็นว่าคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา ซึ่งมีอยู่ในเวลานั้นมีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่มาก ด้วยการจำลองหรือคัดลอกกันต่อๆ มาเป็นเวลาช้านาน จึงเข้าเฝ้าถวายพระพรขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าติโลกราช (พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราช) เมื่อได้รับการอุปถัมภ์แล้วพระธรรมทินมหาเถระ ก็ได้เลือกพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกประชุมกันทำการสังคายนา โดยการตรวจชำระคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา จารึกไว้ในใบลาน ด้วยอักษรธรรม ของล้านนา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๑ ในอาณาจักรล้านนา หรือประเทศไทย ในปัจจุบัน
  • สถานที่
    • วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) เมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าติโลกราช (พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราช)
  • การจัดการ
    • พระธรรมทินมหาเถระ เป็นประธาน พร้อมด้วยการกสงฆ์ (กรรมการเฉพาะกิจสงฆ์)
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๙ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดพระศรีสรรเพชญ ในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ เมื่อครั้งใช้วัดเป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๙ ชื่อปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

  • มูลเหตุ
    • พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชศรัทธาปรารถนาจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป ได้ทรงทราบจากพระสงฆ์อันมีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธาน ว่าในเวลานั้นพระไตรปิฎกมีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก แม้พระสงฆ์จะมีความประสงค์จะทำนุบำรุงให้สมบูรณ์ก็ไม่มีกำลังพอจะทำได้ พระองค์จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชฯ พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งปวงให้รับภาระในเรื่องนี้ ดังนั้น พระสงฆ์อันมีสมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นประธาน จึงได้เริ่มทำการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎกพร้อมทั้งคัมภีร์ลัททาวิเสส (คัมภีร์ไวยากรณ์บาลี) และได้จารึกไว้ในใบลาน ด้วยอักษรขอม ซึ่งนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • วัดพระศรีสรรเพชญ ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) เป็นประธาน มีพระสงฆ์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๒๑๘ รูป และมีราชบัณฑิตเป็นผู้ช่วยเหลืออีกจำนวน ๓๒ คน
  • ระยะเวลา
    • ๕ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑

กลุ่มพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  • มูลเหตุ
    • เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสวยราชสมบัติได้ ๒๕ ปี ทรงปรารภจะบำเพ็ญพระมหากุศล ทรงเห็นว่าพระไตรปิฎกที่เขียนไว้ในคัมภีร์ใบลาน ไม่มั่นคง ทั้งจำนวนก็มากยากที่จะเก็บรักษา และเป็นตัวอักษรขอม ผู้ไม่รู้อ่านไม่เข้าใจ จึงทรงมีพระราชศรัทธาให้พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มแบบฝรั่งขึ้นใหม่ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และพระเถรานุเถระทั้งหลาย อาทิเช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ฯลฯ ช่วยกันชำระ โดยคัดลอกตัวอักษรขอม ในคัมภีร์ใบลาน เป็นตัวอักษรไทย แล้วชำระแก้ไขและพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ รวม ๓๙ เล่ม เริ่มชำระและจัดพิมพ์ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จำนวน ๑,๐๐๐ ชุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มด้วยอักษรไทย และนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นประธาน มีพระสงฆ์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๑๑๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๖ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร สถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  • มูลเหตุ
    • ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบปีนักษัตร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงดำริเห็นว่าพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนานั้น มีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่ อันเกิดจากความประมาทพลาดพลั้งในการคัดลอกและตีพิมพ์กันต่อๆ มา เห็นควรทำการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจสอบชำระให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ และตีพิมพ์ขึ้นเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงได้เจริญพรขอความอุปถัมภ์ไปยังรัฐบาล อันมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และถวายพระพรให้การสังคายนาในครั้งนี้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อได้รับงบประมาณและพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว จึงได้ดำเนินการสังคายนาโดยเริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ และเสร็จสิ้นลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๔ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • พระตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ เป็นองค์อุปถัมภ์ พร้อมด้วยรัฐบาล อันมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นประธาน
  • ระยะเวลา
    • ๒ ปี จึงสำเร็จ

ศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา

รูวันเวลิสเซยาสถูป (Ruwanwelisaya Stupa) มหาสถูปทรงโอคว่ำในเมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา

ศาสนาพุทธได้แผ่ขยายจากอินเดียสู่ลังกา เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ ในคราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ในอินเดีย และได้ส่งพระเถระผู้รอบรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ รวม ๙ สายด้วยกัน ใน ๙ สายนั้น สายหนึ่งได้มายังเกาะของชาวสิงหล ได้แก่ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน โดยการนำของพระมหินทเถระ ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ซึ่งเป็นกษัตริย์ของลังกาและเป็นพระสหายของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ทั้งสองพระองค์ยังไม่เคยพบกัน พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้อุทิศมหาเมฆวันอุทยานเป็นวัด เรียกว่าวัดมหาวิหาร ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ลังกาในยุคนี้ เป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท พระมหินทเถระได้นำเอาพระไตรปิฎกและอรรถกถาไปสู่ลังกาด้วย การเดินทางไปสู่ลังกาของพระมหินทเถระในครั้งนั้น นอกจากเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาแล้ว ยังถือว่าเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมของชาวลังกา เพราะท่านมิเพียงแต่นำเอาพระพุทธศาสนาไปเท่านั้น ท่านยังได้นำเอาอารยะธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เข้าไปด้วย ลำดับต่อมา พระนางอนุฬาเทวี มเหสีและสตรีบริวารจำนวนมาก ปรารถนาจะอุปสมบทบ้าง พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะจึงทรงส่งคณะทูตไปสู่ราชสำนักของพระเจ้าอโศก ทูลขอพระนางสังฆมิตตาเถรี และกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ด้านทักษิณมาสู่ลังกาทวีป และพระนางสังฆมิตตาเถรีเป็นอุปัชญาย์บรรพชาอุสมบทแก่สตรีชาวลังกา ได้ตั้งคณะภิกษุณีขึ้นในลังกา

สงครามกับชาวทมิฬ และความเสื่อมของพุทธศาสนา

เมื่อ พ.ศ. ๔๐๐ เศษ รัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามนีอภัย ได้มีพวกทมิฬ เข้ามาตีและเข้าครองอนุราธปุระ เป็นเวลา ๑๔ ปี จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์ เสด็จลี้ภัยไปซ่องสุมกำลัง ระหว่างนั้นทรงได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหาติสสะ ต่อมากลับมาครองราชย์อีกครั้ง ได้ทรงให้ทำการสังคายนา และได้ทำการจารึกพระพุทธพจน์ลงในใบลานเป็นครั้งแรก ได้อุปถัมภ์พระมหาติสสะ พร้อมได้สร้างวัดถวาย คือวัด อภัยคีรีวิหาร จนทำให้พระภิกษุชาวมหาวิหารไม่พอใจ จนเป็นเหตุให้คณะสงฆ์แตกออกเป็น ๒ คณะ คือคณะมหาวิหาร กับคณะอภัยคีรีวิหาร ตั้งแต่นั้นมาคณะสงฆ์ลังกาได้แตกออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ แต่ยังเป็นนิกายเถรวาท มีลักษณะต่างกันคือ

  • คณะมหาวิหาร ฝ่ายอนุรักษนิยม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระธรรมวินัยใดๆ และยังตำหนิรังเกียจภิกษุต่างนิกายว่าเป็นอลัชชี
  • คณะอภัยคีรีวิหาร เป็นคณะที่เปิดกว้าง ยอมรับเอาความคิดเห็นต่างนิกาย ไม่รังเกียจภิกษุต่างนิกาย

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึง พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นยุคที่ลังกาเดือดร้อนวุ่นวายเพราะการรุกรานจากอินเดียบ้าง ความไม่สงบภายในบ้าง ในระหว่างยุคนี้เองที่ภิกษุณีสงฆ์สูญสิ้น และพระภิกษุสงฆ์เสื่อม จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ มีพระราชประสงค์จะฟื้นฟูพุทธศาสนาในปี พ.ศ. ๑๖๐๙ ทรงหาพระภิกษุที่อุปสมบทถูกต้องแทบไม่ครบ ๕ รูป และต้องทรงอาราธนาพระสงฆ์จากพม่าตอนใต้มากระทำอุปสมบทกรรมในลังกา

เมื่อ พ.ศ. ๙๕๖ พระพุทธโฆษาจารย์เดินทางจากอินเดียมายังศรีลังกา เพื่อปริวรรตคัมภีร์อรรถกถาพระไตรปิฏกภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ (บาลี) เพื่อนำกลับไปยังชมพูทวีป

พระพุทธโฆสะ (ในประเทศไทยมักเรียกว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ) ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ณ วัดเกลาณียะราชมหาวิหาร (Kelaniya Raja Maha Vihara) เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา

ชำระพระศาสนา

เมื่อ พ.ศ. ๑๖๙๗ - พ.ศ. ๑๗๓๐ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ (เป็นพระโอรสของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ) ทรงเป็นมหาราชที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของลังกา ทรงปกครองบ้านเมืองได้สงบเรียบร้อย ในด้านการพระศาสนา ทรงชำระการพระศาสนาให้บริสุทธิ์ ยังคณะสงฆ์ให้รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ปกครองสงฆ์ทั้งประเทศเป็นครั้งแรก ทรงสร้างวัดวาอาราม เป็นยุคที่มีศิลปกรรมงดงามเพื่อให้สงบสุขและลังการได้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ปรากฏเกียรติคุณแพร่ไปทั่ว มีพระสงฆ์และนักปราชญ์เดินทางจากประเทศใกล้เคียง เพื่อมาศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา แล้วนำไปเผยแพร่ในประเทศของตนเป็นอันมาก พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ระยะหนึ่ง แต่ภายหลังรัชกาลนี้แล้ว พวกทมิฬจากอินเดียก็มารุกรานอีกและได้เข้าตั้งถิ่นฐานมั่นคงขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ อาณาจักรสิงหลต้องถอยร่นทางใต้ ต้องย้ายเมืองหลวงอยู่บ่อยๆ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญได้ยาก นอกจากจะเพียงธำรงรักษาความมั่นคงเข้มแข็งไว้เท่านั้น เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง คือ ใน พ.ศ. ๒๐๑๙ พระภิกษุคณะหนึ่งจากพม่า ได้มารับการอุปสมบทกรรมที่ลังกาและนำคัมภีร์ภาษาบาลีเท่าที่มีอยู่ไปยังพม่าโดยครบถ้วนเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๐

ยุคโปรตุเกส และฮอลันดา

ชนชาติโปรตุเกสได้เข้ามาค้าขาย และถือโอกาสรุกรานชาวสิงหลขณะที่กำลังอยู่ในความวุ่นวาย พวกโปรตุเกสก็ได้ดินแดนบางส่วนไว้ครอบครอง และพยายามบีบบังคับประชาชนที่อยู่ใต้ปกครองให้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก คราวหนึ่งถึงกับยึดอำนาจกษัตริย์ได้ ทำให้ศาสนาพุทธกลับเสื่อมถอยลง จนถึงกับนิมนต์พระสงฆ์จากประเทศพม่ามาให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกา ต่อมาชาวฮอลันดาได้เข้ามาค้าขายในลังกาและได้ช่วยชาวลังกาขับไล่พวกโปรตุเกสได้ในปี พ.ศ. ๒๒๐๐ แล้วฮอลันดาก็เข้ายึดครองพื้นที่ที่ยึดได้ และนำเอาคริสต์ศาสนามาเผยแผ่ พยายามกีดกันพระพุทธศาสนา แต่ไม่สำเร็จ สถานการณ์พุทธศาสนาในขณะนั้นย่ำแย่ลงมาก เนื่องจากเกิดการแก่งแย่งกันแล้ว พุทธศาสนาก็ถูกกดขี่จากพวกโปรตุเกสและฮอลันดา ประชาชนไม่น้อยก็ไปเข้ารีตกับศาสนาคริสต์ พวกชาวพุทธในใจกลางเกาะ มัวแต่รบราฆ่าฟันกัน พุทธศาสนาก็ขาดผู้อุปถัมภ์และยังเกิดวิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง จนพระภิกษุสงฆ์ต้องทิ้งวัดวาอาราม จนไม่มีพระภิกษุหลงเหลืออยู่เลย คงมีสามเณรเหลืออยู่บ้าง โดยมีสามเณรสรณังกร เป็นผู้ดูแลคณะสามเณรที่เหลืออยู่

นิมนต์พระสงฆ์จากสยาม

เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๔ (พ.ศ. ๒๒๙๓ ตามการนับแบบไทย) สามเณรผู้ใหญ่ชื่อสามเณรสรณังกร ได้ทูลขอให้พระเจ้ากิตติราชสิงหะ กษัตริย์ลังกาในขณะนั้น ให้ส่งทูตมาขอนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองไทย (กรุงศรีอยุธยา) ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป สมัยนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบรมโกศจึงได้ส่งพระสมณทูตไทยจำนวน ๑๐ รูป มีพระอุบาลี เป็นหัวหน้า เดินทางมาประเทศลังกา มาทำการบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกาถึงสามพันคน ณ เมืองแคนดี้ สามเณรสรณังกรซึ่งได้รับการอุปสมบทในครั้งนี้ ได้รับการสถาปนาจากกษัตริย์ลังกาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงได้เกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ หรือนิกายสยามวงศ์/อุบาลีวงศ์ ขึ้นในลังกา ต่อมาพระอุบาลีเถระเกิดอาพาธและได้มรณภาพในลังกาในเวลาต่อมา

ในสมัยเดียวกันนั้นได้มีสามเณรคณะหนึ่งเดินทางไปขอรับการอุปสมบทในประเทศพม่า แล้วกลับมาตั้งนิกายอมรปุรนิกาย ขึ้น อีกคณะหนึ่งได้เดินทางไปขออุปสมบทจากคณะสงฆ์เมืองมอญ กลับมาตั้งนิกายรามัญนิกาย ขึ้น ในสมัยนี้ได้มีนิกายเกิดขึ้นในลังกา ๓ นิกาย คือ ๑.นิกายสยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์ ๒.นิกายอมรปุรนิกาย และ ๓.นิกายรามัญ นิกายทั้ง ๓ นี้ ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ยุคอังกฤษปกครอง และปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๐ และอีก ๑๙ ปีต่อมา อังกฤษได้ครองอำนาจแทนฮอลันดา ขยายอำนาจไปทั่วประเทศลังกา โดยรบชนะกษัตริย์แคนดี ได้ตกลงทำสนธิสัญญารับประกันสิทธิของฝ่ายลังกาและการคุ้มครองพระศาสนา ครั้นต่อมาได้เกิดกบฏขึ้น เมื่อปราบกบฏได้สำเร็จ อังกฤษได้ดัดแปลงสนธิสัญญาเสียใหม่ ระบบกษัตริย์ลังกาจึงได้สูญสิ้นตั้งแต่บัดนั้น ตั้งแต่อังกฤษเข้ามาปกครองลังกาตอนต้น พระพุทธศาสนาได้รับความเป็นอิสระมากขึ้น ด้วยสนธิสัญญาดังกล่าว

พันเอก เฮนรี สตีล โอลคอต ผู้เป็นหัวเรือหลักในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในศรีลังกา

การเดินทางมาถึงศรีลังกาของพันเอก เฮนรี สตีล โอลคอต เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ นั้นนับว่าศาสนาพุทธในศรีลังกาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

พันเอก เฮนรี สตีล โอลคอต (สิงหล: කර්නල් හෙන්රි ස්ටීල් ඔල්කට්; อังกฤษ: Henry Steel Olcott; ๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๓๒ – ๑๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๗) เป็นข้าราชการทหาร นักหนังสือพิมพ์ และนักนิติศาสตร์ชาวอเมริกันซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นประธานคนแรกแห่งสมาคมเทวปรัชญา โอลคอตเป็นผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกาเชื้อสายยุโรปคนแรกที่เข้ารีตเป็นพุทธศาสนิกชน การต่างๆ ที่เขาปฏิบัติในภายหลังในฐานะประธานสมาคมเทวปรัชญานั้นมีส่วนช่วยฟื้นฟูการศึกษาพุทธศาสนา โอลคอตยังชื่อว่าเป็นนักนวนิยมทางพุทธที่ลงทุนลงแรงไปในการตีความพุทธศาสนาผ่านมุมมองแบบตะวันตก นอกจากนี้ เขายังเป็นหัวเรือในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา จึงได้รับการยกย่องเรื่องนี้ในประเทศศรีลังกา โดยชาวศรีลังกากล่าวขานกันว่า เขา "เป็นวีรบุรุษคนหนึ่งซึ่งฝ่าฝันเพื่อเอกราชของเรา และเป็นนักบุกเบิกการรื้อฟื้นทางศาสนา ชาตินิยม และวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน "

โอลคอตนั้นเกิดในครอบครัวคริสต์ นิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterian) ที่เคร่งครัด ในเมืองออเรนจ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาเดินทางและเริ่มงานของเขาเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองปานะดุระ ประเทศศรีลังกา และเพียงเพราะหนังสือพิมพ์ Times Of Ceylon จากดร.เจมส์ มาร์ติน พีเบิลส์ ที่นำไปให้ เพื่อหน้าที่ของเขา และคนสำคัญจากส่วนต่างๆ ของโลก ภารกิจของพันเอกเฮนรี สตีล โอลคอต ในศรีลังกา มีดังนี้

คณะสงฆ์เถรวาทและพันเอก เฮนรี สตีล โอลคอต ในเมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๓

  • ศึกษาพระพุทธศาสนาจากพระศรีสุมังคลเถระ (พระอาจารย์ของท่านอานาคาริกธรรมปาละ )
  • เข้าพิธีปฏิญานตนเป็นพุทธมามกะกับพระธัมมารามเถระ ณ วัด วิชยานันทวิหาร
  • ก่อตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนา (ธรรมราชวิทยาลัย) เพื่อฟื้นฟูศาสนาที่กำลังเสื่อมโทรมในศรีลังกา
  • เป็นผู้เรียกร้องให้ล้มเลิกคำสั่งห้ามการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา ในประเทศศรีลังกา
  • เป็นผู้ประดิษฐ์ธงศาสนาขึ้นใช้ในสากล โดยนำแถบสีสัญลักษณ์แห่งฉัพพรรณรังสีมาประกอบ

ชาวต่างประเทศเชื่อว่าเขาเป็นชาวต่างชาติคนเดียวที่รัฐบาลศรีลังกามีมติให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นอนุสรณ์

ครั้นต่อมาภายหลังจากการปกครองของอังกฤษประมาณ ๕๐ ปี พระพุทธศาสนาก็ถูกกีดกันและต่อต้านจากศาสนาคริสต์ รัฐถูกบีบจากศาสนาคริสต์ให้ยกเลิกสัญญาที่คุ้มครองศาสนาพุทธ บาทหลวงของคริสต์ได้เผยแผ่คริสต์ศาสนาของตน และโจมตีศาสนาพุทธอย่างรุนแรง โดยได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ นับตั้งแต่อังกฤษเข้าปกครองลังกามาเป็นเวลากว่า ๓๐๐ ปี จนได้รับอิสรภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ จากการที่ศาสนาพุทธถูกรุกรานเป็นเวลาช้านานจากศาสนาคริสต์ ทำให้ชาวลังกามีความมุ่งมานะที่จะฟื้นฟูศาสนาพุทธในลังกาอย่างจริงจัง จนปัจจุบันประเทศศรีลังกา ได้เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

กำเนิดมหายาน

ดูบทความหลักที่: มหายาน

พุทธศาสนามหายานเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖ - ๗ โดยเป็นคณะสงฆ์ที่มีความเห็นต่างจากนิกายเดิมที่มีอยู่ ๑๘ - ๒๐ นิกายในขณะนั้น แนวคิดของมหายานพัฒนามาจากแนวคิดของนิกายมหาสังฆิกะ และนิกายที่แยกไปจากนิกายนี้ จุดต่างจากนิกายดั้งเดิมคือคณะสงฆ์กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเป็นพระโพธิสัตว์ และเน้นบทบาทของคฤหัสถ์มากกว่าเดิม จึงแยกออกมาตั้งนิกายใหม่ เหตุที่มีการพัฒนาลัทธิมหายานขึ้นนั้นเนื่องจาก

  • แรงผลักดันจากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ มีการแต่งมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตะ เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านให้ภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุด ๓ องค์ คือพระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ ศาสนาพราหมณ์จึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ฝ่ายพุทธศาสนาจึงจำเป็นต้องปรับตัว
  • แรงบันดาลใจจากบุคลิกภาพของพระพุทธองค์ ฝ่ายมหายานเห็นว่าพระพุทธองค์เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ไม่ควรสิ้นสุดหลังจากปรินิพพาน ทำให้เหมือนกับว่าชาวพุทธขาดที่พึ่ง จึงเน้นคุณความดีของพระองค์ ในฐานะที่เป็นพระโพธิสัตว์ เน้นให้ชาวพุทธปรารถนาพุทธภูมิ บำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ช่วยเหลือผู้อื่น ภายหลังจึงเกิดแนวคิดตรีกาย ของพระพุทธเจ้า
  • เกิดจากบทบาทของพุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ เพราะลัทธิมหายานเน้นที่การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระโพธิสัตว์เป็นคฤหัสถ์ได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คณาจารย์ที่สำคัญของนิกายมหายานคือพระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระอสังคะ พระวสุพันธุ เป็นต้น หลังจากการก่อตัวพุทธศาสนามหายาน ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเชื่อดั้งเดิมที่แตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่นได้ง่ายกว่าพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งเป็นแบบดั้งเดิม ได้แผ่ขยายออกจากอินเดียไปในทวีปเอเชียหลายประเทศ

การแผ่ขยายของมหายาน

อินเดียและความเสื่อมของพุทธศาสนา

ภาพเขียนมหาโพธิเจดีย์ โดยชาร์ลส์ ดอยล์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐ บ่งบอกถึงสภาพของมหาโพธิ์เจดีย์ในสมัยที่ไม่ได้รับการดูแล อันเนื่องมาจากความเสื่อมของศาสนาพุทธในอินเดีย

พุทธศาสนามหายานในอินเดียได้รับการสนับสนุนโดยราชวงศ์กุษาณ เมื่อสิ้นสุดราชวงศ์กุษาณ พุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์โดยราชวงศ์คุปตะ มีการสร้างศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนา คือ มหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เช่นพระนาคารชุน พุทธศาสนาในสมัยนี้ได้แพร่หลายไปยังจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่ง การสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์คุปตะจากการรุกรานของชาวฮั่นในพุทธศตวรรษที่ ๑๑

บันทึกของหลวงจีนอี้จิง ที่มาถึงอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า พุทธศาสนารุ่งเรืองในอันธระ ธันยกตกะ และฑราวิฑ (ปัจจุบัน คือรัฐอันธรประเทศ และทมิฬนาดู ) ยังมีชาวพุทธในเนปาล และสสันภะ ในอาณาจักรคังทา (รัฐเบงกอลตะวันตกในปัจจุบัน) และหรรษวรรธนะ เมื่อสิ้นสุดยุคอาณาจักรหรรษวรรธนะ เกิดอาณาจักรเล็กๆ ขึ้นมากมาย โดยมีแคว้นราชปุต ให้การอุปถัมภ์พุทธศาสนา

จนกระทั่งยุคจักรวรรดิปาละ ในเบงกอล พุทธศาสนามหายานรุ่งเรืองอีกครั้ง และได้แพร่หลายไปยังสิกขิม และภูฏาน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๗ เมื่อจักรวรรดิปาละปกครองด้วยกษัตริย์ราชวงศ์เสนะ ที่นับถือศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง

ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมลงอย่างช้าๆ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา ความเสื่อมในอินเดียตะวันออกเริ่มตั้งแต่จักรวรรดิปาละ หันไปส่งเสริมศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย ส่วนในอินเดียเหนือเริ่มเสื่อมตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๓๖ เมื่อชาวเติร์ก ที่นับถือศาสนาอิสลาม นำโดยมูฮัมหมัด คิลญี บุกอินเดียและเผามหาวิทยาลัยนาลันทา ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๔๒ เป็นต้นไป ศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่รัฐพิหาร ทำให้ชาวพุทธโยกย้ายไปทางเหนือเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัยหรือลงใต้ไปที่ศรีลังกา นอกจากนั้น ความเสื่อมของศาสนาพุทธยังเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของศาสนาฮินดู ภายใต้การนำของขบวนการต่างๆ เช่น อัธไวตะ ภักติ และการเผยแผ่ศาสนาของนักบวชลัทธิซูฟี

ศาสนาพุทธในเอเชียกลาง

พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) พระพุทธรูปปางประทับยืนแห่งบามิยัน สูง ๓๘ เมตร ในหุบเขาบามิยัน (Bamyan valley) ในอดีตพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นคันธาระ (Gandhara) หรือคันธารราฐ ปัจจุบันคือประเทศอัฟกานิสถาน บนเส้นทางสายไหม (Silk Road) ระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

ดินแดนเอเชียกลางได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีกล่าวในเอกสารของฝ่ายเถรวาทว่า พ่อค้าสองคนจากแบกเทรีย คือตปุสสะ และภัลลิกะ ได้พบพระพุทธเจ้าและปฏิญาณตนเป็นอุบาสก เมื่อกลับไปบ้านเมืองของตนได้สร้างวัดในพุทธศาสนาขึ้น

เอเชียกลางเป็นดินแดนสำคัญในการติดต่อระหว่างจีน อินเดีย และเปอร์เซีย การุกรานของชาวฮั่น โบราณใน พ.ศ. ๓๔๓ ไปทางตะวันตกเข้าสู่ดินแดนที่ได้รับอารยธรรมจากกรีก โดยเฉพาะอาณาจักรแบกเทรีย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขึ้น การขยายตัวของพุทธศาสนาขึ้นสู่ทางเหนือทำให้เกิดอาณาจักรพุทธในเอเชียกลาง เมืองบนเส้นทางสายไหม หลายเมืองเป็นเมืองพุทธที่ต้อนรับนักเดินทางทั้งจากตะวันตกและตะวันออก

พุทธศาสนาเถรวาทแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนของชาวเติร์ก ก่อนที่จะผสมผสานกับนิกายมหายานที่แพร่หลายเข้ามาภายหลัง ดินแดนดังกล่าว คือ บริเวณที่เป็นประเทศปากีสถาน รัฐแคชเมียร์ อัฟกานิสถาน อิหร่านตะวันออกและแนวชายฝั่ง อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และทาจิกิสถาน อาณาจักรโบราณในสมัยนั้น คือแคว้นคันธาระ แบกเทรีย พาร์เทีย และซอกเดีย ศาสนาพุทธในบริเวณนี้ได้แพร่ต่อไปยังจีน อิทธิพลของความเชื่อท้องถิ่นทำให้ศาสนาพุทธในบริเวณนี้แตกเป็นหลายนิกาย นิกายที่โดดเด่น คือนิกายธรรมคุปตวาท และนิกายสรวาสติวาทิน

ศาสนาพุทธในเอเชียกลางเสื่อมลงเมื่อศาสนาอิสลามแพร่หลายเข้ามาในบริเวณนี้ มีการทำลายสถูปจำนวนมากในสงครามในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ศาสนาพุทธมีท่าทีว่าจะฟื้นตัวขึ้นอีกเมื่อเจงกีสข่าน รุกรานเข้ามาในบริเวณนี้ มีการจัดตั้งดินแดนของอิลข่านและชะกะไตข่าน เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แต่อีก ๑๐๐ ปีต่อมา ชาวมองโกลส่วนใหญ่หันไปนับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ศาสนาอิสลามแพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง

ศาสนาพุทธในพาร์เทีย

ศาสนาพุทธแพร่ไปทางตะวันตกถึงพาร์เทียอย่างน้อยถึงบริเวณเมิร์บในมาร์เกียนาโบราณ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน ชาวพาร์เทียจำนวนมากมีบทบาทในการแพร่กระจายของพุทธศาสนาโดยนักแปลคัมภีร์ชาวพาร์เทียจำนวนมากแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีน

ศาสนาพุทธในแอ่งตาริม

บริเวณตะวันออกของเอเชียกลาง (เตอร์เกสถานของจีน แอ่งตาริม และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์) พบศิลปะทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ซึ่งแสดงอิทธิพลของอินเดียและกรีก ศิลปะเป็นแบบคันธาระ และจารึกเขียนด้วยอักษรขโรษฐี

ดินแดนเอเชียกลาง เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาพุทธไปทางตะวันออก ผู้แปลคัมภีร์เป็นภาษาจีนรุ่นแรกๆ เป็นชาวพาร์เทีย ชาวกุษาณ หรือชาวซอกเดีย การติดต่อแลกเปลี่ยนพุทธศาสนาระหว่างเอเชียกลางกับเอเชียตะวันออกพบมากในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ทำให้ศาสนาพุทธเข้าไปตั้งมั่นในจีนจนปัจจุบัน

ศาสนาพุทธในจีน

คาดว่าพุทธศาสนาเข้าสู่จีนเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๖ โดยผ่านเอเชียกลาง (แม้จะมีเรื่องเล่าว่ามีพระภิกษุเข้าไปถึงประเทศจีนตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ) จนในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จีนจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของพุทธศาสนา

ใน พ.ศ. ๖๑๐ มีการก่อตั้งศูนย์กลางการเผยแผ่พุทธศาสนาในจีนโดยพระภิกษุสององค์ คือพระกาศยปะมาตังคะ และพระธรรมรักษ์ ใน พ.ศ. ๖๑๑ พระเจ้าหมิงตี้ แห่งราชวงศ์ตงฮั่น ได้สร้างวัดม้าขาว ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อยู่ใกล้กับเมืองหลวง คือเมืองลั่วหยาง คัมภีร์ทางพุทธศาสนามหายานแปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกโดยพระภิกษุจากกุษาณ โลก๊กเสมา ในเมืองลั่วหยาง ระหว่าง พ.ศ. ๗๒๑-๗๓๒ ศิลปะทางพุทธศาสนายุคแรกๆ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบคันธาระ

พุทธศาสนาในจีนรุ่งเรืองมากในยุคราชวงศ์ถัง ราชวงศ์นี้ได้เปิดกว้างต่อการรับอิทธิพลจากต่างชาติ และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอินเดีย มีพระภิกษุจีนเดินทางไปอินเดียมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖ เมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ถัง คือฉางอาน กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเผยแผ่ศาสนาพุทธต่อไปยังเกาหลี และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลจากต่างชาติกลายเป็นผลลบในตอนปลายของราชวงศ์ถัง ใน พ.ศ. ๑๓๘๘ จักรพรรดิหวู่ซุง ประกาศให้ศาสนาจากต่างชาติ ได้แก่ศาสนาคริสต์ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ และศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ผิดกฎหมาย หันไปสับสนุนลัทธิเต๋า แทน ในสมัยของพระองค์มีการทำลายวัด คัมภีร์และบังคับให้พระภิกษุสึก ความรุ่งโรจน์ของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุดลง พุทธศาสนานิกายสุขาวดี และนิกายฌาน ยังคงรุ่งเรืองต่อมา และกลายเป็นนิกายเซน ในญี่ปุ่น และนิกายฌาน ในจีนมีอิทธิพลในสมัยราชวงศ์ซ้อง

ศาสนาพุทธในเกาหลี

พุทธศาสนาเข้าสู่เกาหลีเมื่อราว พ.ศ. ๙๑๕ เมื่อราชทูตจากจีนนำคัมภีร์และภาพวาดไปยังอาณาจักรโคกูรยอ ศาสนาพุทธรุ่งเรืองในเกาหลีโดยเฉพาะนิกายเซน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จนกระทั่ง ถึงยุคของการฟื้นฟูลัทธิขงจื๊อ ในสมัยราชวงศ์โชซ็อน ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๓๕ ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง

ศาสนาพุทธในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้รับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ โดยพระภิกษุชาวเกาหลีนำคัมภีร์และศิลปะทางพุทธศาสนาเข้าสู่ญี่ปุ่น เมื่อสิ้นสุดยุคของเส้นทางสายไหม พร้อมๆ กับการเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย เอเชียกลางและจีน ญี่ปุ่นยังคงรักษาความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาไว้ได้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๕๓ เป็นต้นมา มีการสร้างวัดและรูปเคารพจำนวนมากในเมืองหลวงคือเมืองนารา โดยการนำแบบแผนทางวัฒนธรรมจีนเข้ามาผสมผสานในศิลปะแบบญี่ปุ่นจากการเดินทางมาของหลวงจีนเจี้ยนเจิน พุทธศิลป์แบบญี่ปุ่นรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๘ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ พุทธศาสนานิกายเซน รุ่งเรือง รวมทั้งศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนด้วย พุทธศาสนายังคงรุ่งเรืองในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

ศาสนาพุทธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทิศทางการแผ่ขยายของพุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๖ การค้าทางบกผ่านเส้นทางสายไหม ถูกจำกัดเนื่องจากการขยายตัวในตะวันออกกลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย และการเป็นศัตรูกับโรม ชาวโรมันที่ต้องการสินค้าจากตะวันออกไกลจึงทำการค้าทางทะเล ติดต่อระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับจีน ผ่านอินเดีย ในช่วงเวลานี้เองอินเดียมีอิทธิพลเหนือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก ตั้งแต่ภาคใต้ของพม่า ภาคกลางและภาคใต้ของไทย กัมพูชาตอนล่างและภาคใต้ของเวียดนาม การค้าชายฝั่งเจริญขึ้นมาก

ผลจากการเผยแผ่อารยธรรมอินเดียเข้าสู่บริเวณนี้ ภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต แพร่เข้ามาพร้อมกับศาสนาพุทธทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน ศาสนาพราหมณ์ได้เผยแผ่เข้ามาในบริเวณนี้เช่นกัน พร้อมกับวรรณคดีสำคัญ คือรามายณะ และมหาภารตะ

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๘ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจักรวรรดิที่รุ่งเรืองทางด้านพุทธศาสนาและศิลปะอยู่สองแห่ง ความเชื่อสำคัญในยุคนี้เป็นแบบมหายาน จักรวรรดิที่มีอิทธิพลทางใต้บริเวณหมู่เกาะ คืออาณาจักรศรีวิชัย (สันนิษฐานกันว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย) ส่วนทางเหนือ คืออาณาจักรขอม หรืออาณาจักรขะแมร์ อาณาจักรเขมรโบราณ ที่มีการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ไว้เป็นจำนวนมาก

อาณาจักรศรีวิชัย

มหาสถูปโบโรบูดูร์ (อินโดนีเซีย: Borobudur) คนไทยรู้จักในชื่อบุโรพุทโธ ศาสนสถานศิลปะศรีวิชัย ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย นับถือพุทธศาสนามหายาน หรือวัชรยาน ภายใต้การอุปถัมภ์ของกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์ หลวงจีนอี้จิง บันทึกไว้ว่าที่ปาเล็มบังมีภิกษุมากกว่า ๑๐,๐๐๐ รูป ท่านอตีศะ เคยมาศึกษาที่นี่ ก่อนเข้าไปเผยแผ่พุทธศาสนาในทิเบต

ศิลปะทางพุทธศาสนาของศรีวิชัยแพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่าศิลปะศรีวิชัย สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ คือบุโรพุทโธ (สร้างเมื่อราว พ.ศ. ๑๓๒๓) ปัจจุบันอยู่ที เมืองมาเกอลัง ในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลงเนื่องจากความขัดแย้งกับราชวงศ์โจฬะ ในอินเดีย ก่อนจะรับอิทธิพลอารยธรรมอิสลามในพุทธศตวรรษที่ ๑๘

อาณาจักรขอม หรือ อาณาจักรขะแมร์

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๘ ศาสนาพุทธนิกายมหายานและศาสนาฮินดูรุ่งเรืองมากในอาณาจักรขอม หรืออาณาจักรขะแมร์ อาณาจักรเขมรโบราณ มีการสร้างศาสนสถานมากมาย โดยมีเมืองและสิ่งก่อสร้างทางศาสนาในยุคนี้ที่สำคัญคือ

ภาพวาดด้านหน้าของปราสาทนครวัด โดยอ็องรี มูโอ (ฝรั่งเศส: Henri Mouhot) เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๐ ผู้ทำให้โลกตะวันตกรู้จักเมืองพระนคร

นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติกัมพูชาและเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อเมืองพระนคร ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในช่วงยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สิ่งก่อสร้างแบบหออาคารของปราสาทบายน ปราสาทหินของอาณาจักรขะแมร์ อยู่ในบริเวณใจกลางนครธม นับเป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนามหายานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความซับซ้อนทั้งในแง่โครงสร้างและความหมาย

นครธม (เขมร: អង្គរធំ) เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ ๑๒ โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ ๙ ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของนครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่าปราสาทบายน และมีพื้นที่สำคัญอื่นๆ รายล้อมพื้นที่ชัยภูมิถัดไปทางเหนือ

อย่างไรก็ตาม ศาสนาพุทธนิกายมหายานในอาณาจักรขอม เสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ไล่เลี่ยกับความเสื่อมของศาสนาพุทธนิกายมหายานในอินเดีย จากนั้น พุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ เข้ามามีอิทธิพลแทนที่

ทะเลเจดีย์ที่เมืองพุกาม (อังกฤษ: Bagan) ดินแดนแห่งเจดีย์ ๔,๐๐๐ องค์ เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม หลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ แห่งดินแดนพม่าในอดีต

การฟื้นฟูนิกายเถรวาท

ดูบทความหลักที่: เถรวาท

ดูบทความหลักที่: พุทธศาสนาในประเทศไทย

ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมลงตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ - ๑๗๐๐ เนื่องมาจากการทำสงครามกับชาวมุสลิมที่เข้ามารุกรานอินเดีย ซึ่งทำให้การนับถือพุทธศาสนามหายานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสื่อมลงด้วย ในช่วงเวลานั้น การค้าขายทางทะเลระหว่างตะวันออกกลางไปยังจีนผ่านทางศรีลังกาเริ่มเฟื่องฟูขึ้น และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการฟื้นฟูนิกายเถรวาทที่ใช้ภาษาบาลีที่ศรีลังกาอีกครั้ง นิกายนี้จึงแพร่หลายไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พระเจ้าอโนรธามังช่อ กษัตริย์ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิพม่า ครั้งแรกเป็นผู้รับพุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ นี้เข้าสู่พม่า มีการสร้างเจดีย์ในเมืองหลวงมากมาย แม้ในกาลต่อมา อำนาจของพม่าเสื่อมถอยลงเพราะถูกมองโกล รุกราน และราชอาณาจักรไทยมีอำนาจขึ้นแทน อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนานิกายเถรวาทก็ยังคงเป็นนิกายหลักในพม่า

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท จากลังกาแพร่หลายเข้าสู่ประเทศไทยที่นครศรีธรรมราช และสุโขทัย เมื่อราว พ.ศ. ๑๘๐๐ และยังคงนับถือสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน พุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายจากไทยไปยังลาว และกัมพูชา ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาก่อน ส่วนดินแดนในเขตหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยนับถือนิกายมหายานเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเกือบทั้งหมด

ศาสนาพุทธในโลกตะวันตก

มีหลักฐานว่าพุทธศาสนาแพร่หลายไปถึงตะวันตกมานานชาดก ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระไตรปิฎก ของพุทธศาสนา มีผู้แปลเป็นภาษาซีเรียค และภาษาอาหรับ เช่น Kalilag and Dammag พุทธประวัติแปลเป็นภาษากรีก โดยจอห์นแห่งดามัสกัส ได้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวคริสต์ในนามของบาร์ลาอัม และโยซาฟัต เรื่องนี้เป็นที่นิยมของชาวคริสต์ จนกระทั่ง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ชาวคริสต์ยกย่องโยซาฟัต ให้เป็นนักบุญแห่งนิกายคาทอลิก

ความสนใจในพุทธศาสนาเริ่มขึ้นอีกครั้งในยุคอาณานิคม เมื่อมหาอำนาจตะวันตกได้มีโอกาสศึกษาในรายละเอียดมากขึ้น ปรัชญาในยุโรปสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากศาสนาในตะวันออกมาก การเปิดประเทศของญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ ทำให้มีการยอมรับศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น รวมทั้งวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาสนาพุทธด้วย งานแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเป็นภาษาตะวันตกเริ่มขึ้นโดย Max Muller ผู้จัดพิมพ์ Sacred Books of the East "คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งตะวันออก " มีการจัดตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ เพื่อจัดพิมพ์พระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพุทธศาสนาอื่นๆ แต่ความสนใจยังจำกัดในหมู่ปัญญาชน

ศาสนาพุทธเริ่มเป็นที่สนใจของชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ความเชื่อทางศาสนาของชาวตะวันตกเปลี่ยนไปเน้นที่ความเชื่อของปัจเจกบุคคลมากขึ้น ทำให้ศาสนาพุทธเป็นที่ดึงดูดใจ จากการที่มีข้อพิสูจน์ให้พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง มีการตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือรวม ๒๗ ประเทศที่ศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ในชื่อองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

ประเทศอังกฤษ

พุทธศาสนาเข้าสู่อังกฤษครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ โดย J.R. Jackson เป็นผู้ก่อตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษ และ Charls Henry Allen Bernett ผู้ซึ่งต่อมาบวชเป็นพระภิกษุในพม่า มีฉายาว่า "อานันทเมตเตยยะ " เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษคนแรก คณะสงฆ์ไทยส่งคณะทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ และได้สร้างวัดไทยชื่อวัดพุทธปทีป ในกรุงลอนดอน

ประเทศเยอรมนี

มีการตั้งสมาคมเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ต่อมามีชาวเยอรมันไปบวชเป็นพระภิกษุที่ศรีลังกา การเผยแผ่พุทธศาสนาในเยอรมันชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ และถูกห้ามในสมัยของฮิตเลอร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงมีการฟื้นฟูพุทธศาสนาโดยพระภิกษุจากพม่า และมีการติดต่อกับพุทธสมาคมในศรีลังกา มีวัดไทยในกรุงเบอร์ลิน เช่นกัน

สหรัฐอเมริกา

พุทธศาสนาเข้าสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๘ โดยเป็นพุทธศาสนาจากจีนและญี่ปุ่น ในยุคต่อมาจึงเป็นพุทธศาสนาแบบทิเบต ใน พ.ศ. ๒๕๐๔ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เปิดสอนปริญญาเอกสาขาพุทธศาสตร์เป็นแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา คณะสงฆ์ไทยสร้างวัดไทยแห่งแรกในสหรัฐเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

ติดต่อเรา

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา